CALL US: 02 001 1893
597/5 Sukhumvit Road, Wattana, Bangkok, Thailand

Home » Archive

ช่วงนี้กระแสย้อนยุคกำลังมาแรง ผมเลยอยากนึกย้อนวัยไปกับเขาบ้าง แต่คงไปไม่ถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา (เพราะคาดว่ายังไม่เกิด) ฉะนั้นขอย้อนไปแค่ในวัยเด็กของผมก็พอ เมื่อย้อนคิดไปถึงสมัยนั้น มีคำถามประเภทหนึ่งที่ผมไม่ชอบที่สุดคือคำถามที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ทำไม” (Why?) หรือ “เพื่ออะไร” (What for?) สาเหตุก็เพราะเวลาต้องเจอคำถามประเภทนี้ตอนทำข้อสอบหรือทำการบ้านมักจะไม่ค่อยมีคำตอบชัดเจนในหนังสือที่อ่าน ต้องใช้ความคิดไตร่ตรองหาเหตุผลหรือคำอธิบายที่จะสอดคล้องกับสิ่งที่อ่านมา แล้วค่อยกลั่นกรองเป็นคำตอบอีกที ตอนนั้นทุกคนมักจะถูกสอนให้ตอบคำถามประเภท “อะไรคือ…?” (What is?) ที่ถามหาสิ่งที่อยู่ในหนังสือหรือที่ครูสอนให้ฟังเสียส่วนใหญ่ เราเลยขาดทักษะในการตอบคำถามว่า “ทำไม” และ “อย่างไร” ไปโดยปริยาย พอเริ่มโตขึ้นมาอีก ผมได้มีโอกาสไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ จึงได้เริ่มเข้าใจถึงความแตกต่างในเชิงความคิดของชาวต่างชาติมากขึ้น ตัวผมเองจบวิศวกรรมไฟฟ้า และได้มีโอกาสเรียนต่อและทำงานในสายโทรคมนาคมที่อเมริกา ได้รู้จักเพื่อนร่วมงานที่มีความสามารถซึ่งส่วนใหญ่จบปริญญาตรี แต่พวกเขาเหล่านั้นมีความคิดและความเข้าใจในเชิงเทคนิคอย่างลึกซึ้ง จนผมอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดเขาจึงสามารถพัฒนาความคิดได้ดีมากขนาดนี้ สุดท้ายผมก็ได้คำตอบว่า การศึกษาของเขาสนับสนุนให้ทั้งตั้งและตอบคำถามว่า “ทำไม?” และยังเน้นทักษะการอ่านและคิดแบบ Critical Thinking มีการใช้เหตุผลในการสนับสนุนความคิดอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาความเข้าใจเนื้อหาต่างๆ ได้ดีมากกว่าการจำเพียงอย่างเดียว (ยืนยันได้จากการเจอกับตัวตอนทำข้อสอบเขียนเรียงความหรือ Essay ที่ต่างประเทศ) ถ้าจะพูดกันจริงๆ (อย่างเป็นข้ออ้าง) ก็รู้สึกว่าตัวเองถูกสอนมาอย่างไม่พร้อมที่จะพัฒนากระบวนการคิดและสร้างองค์ความรู้ ตอนนั้นผมเลยเริ่มชื่นชมคำถามที่ต้องการหาเหตุผล อย่าง “ทำไม” มากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ถือเป็นคำถามสำคัญสำหรับงานด้านวิทยาศาสตร์และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ช่วงการทำงานกว่า …

Read more

ถ้าพูดถึงการทำสมาธิ (Meditation) เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เราคงคิดว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลัทธิหรือศาสนาเท่านั้น ใครจะคาดคิดว่าปัจจุบันการนั่งสมาธิจะเชื่อมโยงเข้ากับความเป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ หลากหลายผลการวิจัยทั่วโลก แสดงให้เห็นว่าการทำสมาธิส่งผลในเชิงบวกทั้งกับร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองให้ดียิ่งขึ้น กลุ่มนักประสาทวิทยา (Neuroscientist) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ทำการทดลองโดยนำกลุ่มตัวอย่างจำนวน 16 คน มาเข้าคอร์สการทำสมาธิโดยสอดแทรกการทำสมาธิอยู่ในหลากหลายกิจกรรมในแต่ละวัน ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ โดยศาสตราจารย์ซาร่า ลาซาร์ (Sara Lazar, Ph.D.) นักประสาทวิทยาด้านโยคะและการทำสมาธิ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด รายงานผลการทดลองภายหลังจากการสแกนสมองผู้เข้าร่วมกิจกรรมด้วยเครื่อง MRI พบว่าสมองเนื้อเทา (Grey matter) ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ของเซลล์ประสาทจะหนาขึ้น โดยบริเวณดังกล่าวมีส่วนช่วยในการเรียนรู้และจดจำ รวมถึงพัฒนาการด้านอารมณ์และการรับรู้อีกด้วย นอกจากนี้ การทำสมาธิติดต่อกันในระยะยาว (Long-term meditation) ยังส่งผลให้สมองเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด จากงานวิจัยของ ริชาร์ด เดวิดสัน (Richard Davidson) นักประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ได้ทำการสแกนสมองพระธิเบตที่ฝึกสมาธิมาเป็นเวลา 20-30 ปี พบว่าสมองเนื้อเทามีการขยายตัวมากและคลื่นสมองเคลื่อนตัวช้าและสม่ำเสมอมากขึ้น เรียกว่าคลื่นแกมม่า (Gamma waves) โดยจะพบเฉพาะในคนที่จิตเป็นสมาธิอย่างลุ่มลึกเท่านั้น ผลการทดลองเหล่านี้ทำให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของสมอง …

Read more