CALL US: 02 001 1893
597/5 Sukhumvit Road, Wattana, Bangkok, Thailand

Home » Archive

บทความโดย จรัล งามวิโรจน์เจริญ Chief Data Scientist & VP of Data Innovation Lab Sertis   ในปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างก็ให้ความสำคัญกับการนำ Big Data เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจกันอย่างแพร่หลาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทรนด์การนำ Big Data มาใช้ยังคงเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย จากประสบการณ์ของผม พบว่าบางองค์กรยังมองไม่เห็นแนวทางในการตั้งโจทย์เพื่อนำข้อมูลไปใช้ รวมไปถึงยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ต้องการคืออะไร ส่งผลให้การวัดผลต่างๆ ไม่สามารถสะท้อนผลลัพธ์ที่ต้องการได้ ซึ่งเกิดจากสิ่งที่ผมเรียกว่า “Data Gap” หรือ “ความไม่พร้อมของข้อมูล” โดยสามารถเกิดได้จากความบกพร่องในหลายๆ ปัจจัย ดังนี้ 1.การขาดความเป็นหนึ่งเดียวของข้อมูล (Data Consolidation) ปัญหานี้มักจะเกิดขึ้นจากการที่องค์กรทำการซื้อหรือสร้างระบบต่างๆ ในการเก็บข้อมูลแยกกัน โดยไม่ได้คำนึงถึงความเป็นหนึ่งเดียวของข้อมูล ทำให้เกิดการเก็บข้อมูลซ้ำซ้อนกัน เช่น ฝ่ายขายกับฝ่ายการตลาดต่างเก็บชื่อลูกค้าของตัวเองด้วยรูปแบบการเก็บข้อมูล (format) ที่แตกต่างกัน ส่งผลให้เมื่อองค์กรต้องการจะดูเส้นทางหรือขั้นตอนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค (customer journey) ของลูกค้าคนใดคนหนึ่ง ก็จะไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้ เนื่องจากมีการกรอกรายละเอียดของลูกค้าเอาไว้ไม่ตรงกัน ทำให้แบรนด์เสียโอกาสในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้แก่ลูกค้า (customer …

Read more

แน่นอนว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI สามารถสร้างประโยชน์ให้กับหลากหลายธุรกิจได้ รวมถึงธุรกิจบริการด้านสุขภาพ (Healthcare) โดยล่าสุด AI สามารถนำมาวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังได้แม่นยำถึง 95% ผลการวิจัยชี้ “AI วินิจฉัยมะเร็งผิวหนังแม่นยำกว่าแพทย์แล้ว” วารสาร Annals of Oncology ฉบับล่าสุดเปิดเผยรายงานผลวิจัยในการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ชื่อว่า Convolutional Neural Network หรือ CNN มาทดสอบวินิจฉัยโรคผิวหนังร่วมกับแพทย์ผิวหนังจำนวน 58 ราย จาก 17 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและมีประสบการณ์ทำงานมากกว่า 5 ปี โดยรายงานจาก Holger Haenssle หัวหน้าทีมวิจัยจาก University of Heidelberg ระบุว่า CNN มีความผิดพลาดในการวิเคราะห์ภาพรอยโรคแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งจะสามารถลดช่วยการผ่าตัดที่ไม่จำเป็นในผู้ป่วยมะเร็งแต่ละเคสมากขึ้น จากการทดสอบให้แยกแยะรอยโรคผิวหนังจำนวน 100,000 ภาพ CNN สามารถแยกแยะรอยโรคที่เป็นมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนม่าและโรคผิวหนังอื่นๆ กับผิวหนังปกติได้แม่นยำถึง 95% ในขณะที่แพทย์ผิวหนังวินิจฉัยได้แม่นยำ 86.6% Cutis.AI ผู้ช่วยที่เชื่อถือได้ของแพทย์ผิวหนัง  …

Read more

WORK HARD, PLAY HARD! ทำงานหนักมาเยอะ ต้องขอเติมพลังกันบ้าง อีกสิทธิประโยชน์หนึ่งที่ชาว Sertis จะได้รับจากการเป็นพนักงานบริษัทก็คือการเข้าร่วมกิจกรรม Company Trip ที่ต่างประเทศ ซึ่งในปี 2018 นี้ Sertis เลือกไปที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น! โดยไปกัน 4 วัน 3 คืนเต็มๆ คนที่ Sertis มีไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวที่หลากหลาย บางคนเป็นสายเที่ยวธรรมชาติ สายเที่ยวแอดเวนเจอร์ สายช้อป สายชิล สายกิน ฯลฯ ดังนั้นบริษัทของเราจึงไม่ได้จัดกิจกรรมตายตัวให้ทุกคนทำพร้อมๆกันหมด แต่จะมีกิจกรรมที่หลากหลายให้เลือกตามความชอบ ไม่ว่าจะเป็นการใส่ชุดยูกาตะเพื่อถ่ายรูปเก๋ๆ หรือการไปย้อนวัยเด็กแสนสนุกสุดเหวี่ยงที่ Tokyo Joypolis สาวๆ คาวาอิเกิร์ล ในชุดยูกาตะ   ทีม CEO และ Data Scientist เลือกไปย้อนวัยที่ Tokyo Joypolis ถึงแม้ทุกคนจะไม่ใช่สายกิน แต่กองทัพก็ต้องเดินด้วยท้อง ไปญี่ปุ่นทั้งที ของกินก็ต้องเด็ดสักหน่อย ร้านที่เราเลือกไปกินก็คือ Nabezo …

Read more

ข้อมูลถือเป็นทรัพย์สินที่ทรงอำนาจมากที่สุดในยุคดิจิทัล คำว่า “เทคโนโลยีเอไอ (Artificial Intelligent) จะเข้ามาเปลี่ยนโลก” เป็นคำที่เราได้ยินบ่อยจนคุ้นหู และพอจะจินตนาการหรือทำความเข้าใจถ้อยคำนี้ได้ไม่ยากนัก แต่หากพูดว่า “เทคโนโลยีบล็อกเชน(Blockchain) จะเข้ามาเปลี่ยนโลกเช่นกัน” หลายคนฟังแล้วอาจสงสัยว่าบล็อกเชนจะสามารถส่งผลกระทบในระดับมหภาคจนเปลี่ยนแปลงสังคมโลกได้อย่างไร หลายคนรู้จักบล็อกเชนพร้อมกับ “สกุลเงินดิจิทัล (Cypto Currency)” อย่างบิตคอยน์(Bitcoin) ซึ่งสองสิ่งนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บิตคอยน์เป็นเพียงสกุลเงินดิจิทัลประเภทหนึ่ง ส่วนบล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังสกุลเงินดิจิทัลดังกล่าว ซึ่งหากจะให้อธิบายคำนิยามของบล็อกเชนในมุมมองของคนทำงานด้านข้อมูลอย่างผมก็คือ “วิธีการเก็บข้อมูลชนิดใหม่ที่ปราศจากคนกลางและมีความโปร่งใสสูง” นั่นเอง บล็อกเชนมีลักษณะเป็นบล็อกเรียงต่อกันเป็นสาย โดยแต่ละบล็อกมีข้อมูลที่อ้างอิงไปยังบล็อกที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเพื่อใช้ตรวจสอบความต่อเนื่องของข้อมูล อีกทั้งมีการกระจายข้อมูลด้วยการทำซ้ำสำเนาขึ้นมาให้ใครก็ตามเข้าดูข้อมูลได้ ดังนั้นหากคุณอยากแก้ไขหรือปลอมแปลงข้อมูลในบล็อกๆหนึ่ง ก็ต้องทำกับบล็อกที่ว่านั้นรวมถึงบล็อกก่อนหน้าทั้งหมด ไม่เพียงในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว แต่ต้องทำกับคอมพิวเตอร์อีกหลายเครื่องในเครือข่ายโดยการเข้ารหัสระดับสูง ส่งผลให้ข้อมูลที่ถูกเก็บอยู่มีความปลอดภัยและยากต่อการปลอมแปลง ก่อนที่จะมีบล็อกเชน อินเทอร์เน็ตเคยเปลี่ยนแปลงสังคมจากยุคอุตสาหกรรมที่อำนาจอยู่ในมือคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี ไปสู่การกระจายอำนาจให้เข้าถึงบุคคลทั่วไป เกิดเป็นสังคมแห่งการแบ่งปันข้อมูลอย่างอิสระ แต่อินเตอร์เน็ตก็ยังมีช่องโหว่ด้านความน่าเชื่อถือ คุณไม่มีทางรู้แน่ชัดว่าคนที่ติดต่อด้วยแท้จริงคือใคร หรือเรากำลังทำเรื่องสำคัญอย่างธุรกรรมทางการเงินกับผู้ที่เราเชื่อมั่นได้จริงหรือไม่ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีองค์กรที่มีความน่าเชื่อถืออย่างภาครัฐหรือธนาคารเข้ามาเป็นตัวกลางในการพิสูจน์หรือยืนยันตัวตนของอีกฝ่าย รวมถึงเก็บข้อมูลส่วนตัวและทรานแซคชั่นทั้งหมดที่เกิดขึ้นด้วย ฉะนั้นหากเราเคยมองว่าอินเทอร์เน็ตคือสิ่งช่วยกระจายศูนย์รวมอำนาจได้อย่างดี คงต้องพิจารณาใหม่อีกครั้ง เพราะในความจริงแล้ว อำนาจนั้นก็ตกไปอยู่กับผู้ที่มีความพร้อมกว่าเช่นเดิม ซ้ำยังสร้างโอกาสในการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ให้เกิดง่ายขึ้นด้วย การเข้ามาของบล็อกเชนจะช่วยอุดช่วงโหว่นี้ กล่าวได้ว่า หากอินเตอร์เน็ตส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคอุตสาหกรรม บล็อกเชนก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในยุคของอินเตอร์เน็ตในทำนองเดียวกัน บล็อกเชนมีประโยชน์หลายด้านไม่เพียงการทำธุรกรรม เพราะกิจกรรมแทบทุกชนิดของเราตั้งอยู่บนการแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น จึงสามารถปรับใช้ได้หลากหลาย เช่น ธุรกิจที่ต้องการความโปร่งใสและความเชื่อมั่นสูง ได้แก่ ธุรกิจประกันภัย หน่วยงานรัฐบาล การเลือกตั้ง ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์และการถือครองกรรมสิทธิ์ ได้แก่ เพลงออนไลน์ และอสังหาริมทรัพย์ …

Read more

ก่อนหน้านี้ประเทศจีนได้มีการนำระบบ Artificial Intelligent (AI) มาใช้ในการตรวจจับใบหน้า (Facial Recognition) ของประชากร รวมถึงนักท่องเที่ยวและชนกลุ่มน้อยในประเทศมาแล้ว ล่าสุดได้มีนำเทคโนโลยีนี้ไปปรับใช้กับกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่เป็นเด็กนักเรียน โดยให้ทางโรงเรียนนำเทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าไปใช้เพื่อวัดความใส่ใจของเด็กขณะอยู่ในห้องเรียน กล้องตรวจจับได้ถูกติดตั้งไว้เหนือกระดานหน้าห้องเรียน ที่โรงเรียนมัธยม Hangzhou Number 11 ในประเทศจีนตอนเหนือ โดยระบบสามารถวัดอารมณ์และความรู้สึกแบ่งได้เป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ เฉยๆ มีความสุข เศร้า ผิดหวัง โกรธ กลัว และประหลาดใจ เพื่อใช้ดูว่าเด็กๆสนใจในการเรียนหรือไม่ และถ้าคำตอบคือไม่ คอมพิวเตอร์จะส่งผลการตรวจนี้ไปให้ครูผู้สอนเพื่อพัฒนาปรับปรุงการเรียนการสอนต่อไป ซึ่งขณะนี้ Face Recognition ดังกล่าวเปิดใช้เพียงกับห้องเรียนเดียวเท่านั้น แต่ก็มีแผนว่าจะนำไปใช้กับทั้งโรงเรียนในอนาคต ที่มา : Twitter People’s Daily,China‏ เด็กนักเรียนคนหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ Hangzhou.com ว่า “ตอนที่ผมเรียนในคลาสที่ไม่ค่อยชอบนัก ผมจะขี้เกียจและนอนฟุบไปบนโต๊ะเรียน หรือไม่ก็เอาหนังสือมาเปิดพลิกไปพลิกมา แต่ว่าตั้งแต่มีกล้องในห้องเรียน ผมก็ไม่กล้าทำแบบนั้นอีกเลย มันรู้สึกเหมือนมีสายตาลึกลับของใครสักคนคอยจดจ้องผมอยู่” ถึงแม้หลายคนจะมองว่าเทคโนโลยีนี้มีประโยชน์ แต่ก็ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากบางส่วนว่าวิธีการนี้ถือเป็นการริดรอนความเป็นส่วนตัวของเด็ก ขณะที่ผู้อำนวยการโรงเรียน Hangzhou Number 11 …

Read more