April 20, 2018 Uncategorized No Comments

บทความโดย ธัชกรณ์ วชิรมน CEO Sertis

 

การเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อธุรกิจอย่างมาก ถ้าหากเราต้องการก้าวทันความเปลี่ยนแปลงก็ต้องนำเอาประโยชน์ของสิ่งเหล่านี้มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตนเองให้ได้อย่างเหมาะสม จากประสบการณ์การทำงานด้านที่ปรึกษาทางธุรกิจและนวัตกรรม ทำให้ผมสามารถแบ่งประเภทของโปรเจคที่นำข้อมูลและเทคโนโลยีเอไอมาสร้างประโยชน์ต่อธุรกิจได้เป็น 5 ประเภท ดังนี้

1. Structured Data

เป็นการนำข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ในระบบหรือคลังข้อมูลมาใช้วิเคราะห์เชิงลึกเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการสั่งซื้อและการจัดเก็บสินค้า คาดการณ์พฤติกรรมการใช้บริการของลูกค้า (การใช้บริการ / การยกเลิก / การชำระเงิน) และการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการตลาด โดยข้อมูลที่นำมาใช้เป็นข้อมูลที่ถูกบันทึกในรูปแบบระบบจัดการรายงาน (Management reports) หรือแสดงผลใน BI tool (Business Intelligence Tool) อยู่แล้ว ได้แก่ ข้อมูลรายการเปลี่ยนแปลง (Transactions data) ข้อมูลสินค้าคงคลัง (Inventory data) ข้อมูลการสั่งซื้อ (Ordering data) ข้อมูลสมาชิกที่ภักดีต่อแบรนด์ (Loyalty membership) เป็นต้น

2. Unstructured Data

คือการนำข้อมูลที่ไม่ได้ถูกเก็บอย่างเป็นระบบ แต่มีประโยชน์ต่อบริษัทมาใช้ เช่น ข้อมูลจาก Server logs (เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานอินเตอร์เน็ตของบุคคลในองค์กร) ข้อมูลผลตอบรับของลูกค้า บันทึกข้อมูลจาก Call Center และข้อความบนสื่อโซเชียล เป็นต้น โดยปกติข้อมูลเหล่านี้จะสามารถนำมาใช้งานได้ทันที แต่ในบางครั้งก็ต้องใช้ร่วมกับ Structured data เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เช่น การวิเคราะห์ความพึงพอใจของลูกค้า การเพิ่มประสิทธิภาพของ Call Center การเพิ่มประสิทธิภาพของประสบการณ์ผู้ใช้งานระบบบนโทรศัพท์ (mobile UX) และการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยคุกคามทางคอมพิวเตอร์ (Computer security monitoring)

3. Natural Language

คือการทำให้คอมพิวเตอร์เข้าใจภาษาของมนุษย์ เพื่อที่จะทำความเข้าใจในความต้องการลูกค้าอย่างลึกซึ้ง เช่น การวิเคราะห์อารมณ์ของลูกค้าหรือความคิดเห็นจากโซเชียลมีเดีย และอาจนำไปพัฒนาสร้างระบบแชทบอทเพื่อช่วยในการตอบโต้ลูกค้าได้อย่างตรงจุด ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกิจ และยังสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดี ช่วยเพิ่มพฤติกรรมในการเข้าใช้งานเว็บไซต์บริษัทของลูกค้า (Sales conversion rate)

แต่ปัญหาหนึ่งคือการทำความเข้าใจภาษาไทยอย่างแม่นยำ เพราะภาษาไทยเป็นภาษาที่ยาก หากตีความตรงตัวก็จะทำให้ความหมายของประโยคนั้นผิดเพี้ยน เนื่องจากในบางประโยคอาจไม่มีประธานหรือกรรม หรือมีความหมายในเชิงเสียดสีประชดประชัน ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจบริบทของทั้งประโยคจึงจะสามารถเข้าใจความหมายที่ถูกต้องได้

4. Video and Image

การทำให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้และเข้าใจสิ่งที่อยู่รอบตัวถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก มีโปรเจคมากมายที่ใช้เอไอในการช่วยจดจำรูปภาพและวิดีโอ เช่น ระบบจดจำใบหน้าของลูกค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (Customer Relationship Management ; CRM) รวมถึงเพื่อการเข้าถึงข้อมูลของลูกค้า (Know Your Customer ; KYC) การจดจำป้ายทะเบียนรถเพื่อเพิ่มระบบรักษาความปลอดภัย ระบบจัดการฟาร์มอัตโนมัติ การติดตามและวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า โดยโปรเจคเหล่านี้ต้องนำข้อมูลประเภทอื่นมาใช้ร่วมด้วยเพื่อสร้างสรรค์เครื่องมือใหม่ๆที่ทรงพลังต่อธุรกิจ

5. Geospatial

โปรเจคประเภทนี้มีประโยชน์อย่างมากเมื่อการเลือกสถานที่ส่งผลต่อการทำธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น การกำหนดทำเลเพื่อเปิดธุรกิจสาขา การเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการวางแผนจำหน่ายสินค้าในแต่ละสถานที่ บริษัทที่นำความรู้ทางด้านนี้มาใช้จะมั่นใจได้ว่าคุณวางจำหน่ายสินค้าที่ถูกใจในตำแหน่งที่ถูกต้อง ซึ่งถือเป็นการช่วยลดต้นทุนทางหนึ่ง นอกจากนี้ ระบบเอไอยังช่วยลดเวลาในการดำเนินงาน ช่วยจดจำข้อมูลของลูกค้าและช่วยให้เลือกสถานที่ตั้งได้อย่างเหมาะสม

ผมเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ถึงแม้ธุรกิจจะมีความแตกต่างและหลากหลาย แต่ทั้งหมดล้วนจะถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีเอไอ ผมจึงหวังว่าการยกตัวอย่างโปรเจคทั้ง 5 ประเภทนี้ อาจช่วยให้หลายๆท่านมองเห็นช่องทางในการนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์เพื่อก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และสร้างความสำเร็จให้กับบริษัทของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Written by Sertis Team