จากปรากฏการณ์เทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจ สังคม และอุตสาหกรรม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลหลายสาขาอาชีพต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันเพื่อตอบโจทย์ทั้งความต้องการของลูกค้าและบริบททางสังคมอย่างรอบด้านได้มากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างที่น่าสนใจและมีความชัดเจนในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ในปัจจุบันคืออาชีพนักกฎหมายที่มีการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (Artificial Intelligence – AI) เข้ามาใช้อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในหน้างานพื้นฐานให้มีความรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น เอื้อประโยชน์ในการลดปริมาณงานบางประเภทลง เพื่อให้บุคลากรด้านกฎหมายสามารถนำต้นทุนด้านเวลาและกำลังความคิดเข้ามาใช้พัฒนาตัวบทกฎหมายและยกระดับการพิจารณารูปคดีต่างๆ ที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นได้นั่นเอง

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ เริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อวงการนักกฎหมายในต่างประเทศ โดยสิ่งที่น่าสนใจคือการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ด้วยเทคโนโลยี Machine Learning เพื่อป้อนข้อมูลให้เอไอเรียนรู้จากชุดข้อมูลหรือรูปแบบ (Pattern) ที่ถูกสร้างขึ้นให้มีความสอดคล้องกับการพิจารณาทางกฎหมายในรูปคดีหรือสถานการณ์ต่างๆ อย่างความเฉพาะเจาะจง เพื่อให้เอไอสามารถอ้างอิง จับวิธีการตรวจสอบและการตอบสนองกับชุดข้อมูลนั้นๆ ไปในแนวทางเดียวกันกับนักกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างระบบการประมวลผลให้เอไอสามารถเป็นผู้ช่วยในการคัดกรองเนื้อหาและสำนวณคดีที่มีปริมาณมากในเบื้องต้นให้เหลือเฉพาะส่วนที่มีความเกี่ยวข้องทางกฎหมาย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อนักกฎหมายในการช่วยลดปริมาณข้อมูลและเอกสารที่รอการตรวจสอบที่มีจำนวนมากลงได้

แม้ว่าสำนักงานและที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายหลายแห่งในต่างประเทศได้มีการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ เข้ามาใช้เป็นขั้นตอนหนึ่งในการวิเคราะห์เอกสารและหลักฐานต่างๆ แล้ว แต่ในบางรูปคดีหรือในสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนกลับยังคงต้องใช้การตัดสินใจของมนุษย์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับความอ่อนไหวทางสังคมและการเมือง รวมถึงปัจจัยด้านศีลธรรม จรรยาบรรณและมนุษยธรรม ก็ยังคงเป็นข้อจำกัดและเกินกว่าความสามารถของเอไอในการตัดสินด้วยการประมวลผลของตัวระบบเองได้ จึงทำให้การพิจารณาจากนักกฎหมายยังคงมีความจำเป็นและน่าเชื่อถือมากกว่า

นอกเหนือจากขอบเขตการพิจารณาทางด้านกฎหมายแล้ว การพัฒนาระบบประมวลผลของเอไอยังสามารถครอบคลุมไปถึงการสนับสนุนการทำงานของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ในการช่วยตรวจสอบในเบื้องต้นว่าผลงานที่ตนกำลังสร้างสรรค์อยู่นั้นเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่จะสามารถขออนุมัติการจดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา (copyrights) และการจดสิทธิบัตร (patent) ได้หรือไม่ อีกทั้งยังสามารถช่วยตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารเพื่อป้องกันการปลอมแปลงลายลักษณ์อักษรที่มีผลทางกฎหมาย อาทิ ลายเซ็น และเครื่องหมายทางการค้า รวมถึงระบบตรวจสอบการคัดลอกและการละเมิดลิขสิทธิ์ (plagiarism) ในบทความงานวิจัยและงานเขียนต่างๆ ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ดี ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ เซอร์ทิสมีมุมมองว่า ถึงแม้เอไอจะสามารถเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในการรองรับการทำงานของบุคลากรในสาขาอาชีพต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพการ แต่สำหรับอาชีพทางด้านกฎหมายนั้นมีสิ่งสำคัญคือการมุมมองความคิดที่สามารถเข้าถึงจิตใจและการพิจารณาคดีที่เป็นไปตามหลักมนุษยธรรม รวมทักษะการสื่อสารที่ต้องมีความละเอียดอ่อนกับทุกฝ่ายเพื่อประโยชน์ต่อรูปคดีที่ยังคงมีความจำเป็นในการอาศัยวิจารณญาณและการทำงานของนักกฎหมายเป็นหลัก อีกทั้ง การเลือกใช้ประเภทการวิเคราะห์ข้อมูลของเอไอให้มีความเหมาะสมกับรูปคดีนั้นๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพื่อให้ผลการดำเนินงานสอดคล้องกับมาตรฐานของวิชาชีพที่ยังต้องคงความน่าเชื่อถืออยู่

ท้ายที่สุดนี้ สิ่งนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงสำหรับอาชีพนักกฎหมาย โดยเป้าหมายที่สำคัญที่สุดจะอยู่ที่นักกฎหมายจะสามารถนำต้นทุนด้านเวลาที่มีมากขึ้นและศักยภาพการทำงานที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้เพียงใด เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะและตัวบทกฎหมายให้ครอบคลุมถึงรูปคดีใหม่ๆ ให้ทันต่อบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบันได้อย่างเหมาะสมต่อไปนั่นเอง

Written by Sertis Team