July 12, 2019 Articles No Comments

บทความโดย คุณธัชกรณ์ วชิรมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท เซอร์ทิส จำกัด

บทความก่อนหน้านี้ ผมได้กล่าวถึงการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอมาใช้เพื่อเสริมศักยภาพการทำงานให้ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล (Human Resources – HR) ไปแล้ว ในครั้งนี้ ผมขอกล่าวถึงการนำเอไอมาใช้กับสายงานที่มีความสำคัญต่อองค์กรด้านการจัดการและวางแผนงบการเงินของบริษัท นั่นคือฝ่ายบัญชี (Accounting) ซึ่งมีหน้าที่หลักคือบันทึกข้อมูลทางบัญชี จัดทำงบประมาณ ภาษีอากร สรุปและประเมินผลด้านการเงิน ตลอดจนวิเคราะห์ข้อมูลทางการบัญชี ดังนั้น งานส่วนนี้จึงจำเป็นต้องอาศัยความถูกต้อง แม่นยำ และโปร่งใส การนำเอไอเข้ามาช่วยจึงตอบโจทย์การทำงานด้านนี้ได้เป็นอย่างดี

ความสำคัญของเทคโนโลยีเอไอที่มีต่อฝ่ายบัญชีที่เห็นได้ชัด คือ ช่วยลดภาระงานที่ต้องทำซ้ำๆ (routine works) ของนักบัญชี เช่น การเก็บข้อมูลใบเสร็จรับเงินด้วยเทคโนโลยีการรู้จำอักขระด้วยแสง หรือที่เรียกกันว่า โอซีอาร์ (Optical Character Recognition – OCR) ในการแปลงไฟล์รูปภาพให้อยู่ในรูปแบบตัวอักษรที่สามารถเก็บบันทึกและแก้ไขข้อมูลในคอมพิวเตอร์ เพื่อประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล โดยเอไอสามารถจดจำและแยกแยะรูปแบบ (form) ใบเสร็จของแต่ละบริษัทหรือร้านค้า ทำให้สามารถเก็บและจัดระเบียบข้อมูลได้อย่างถูกต้อง สะดวก และนักบัญชีสามารถทำงานนี้ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

ผมขอยกตัวอย่างบริษัทที่นำเอไอมาช่วยลดงานที่ต้องทำซ้ำๆ ในด้านอื่น เช่น เอสซีจี เคมิคอลส์ ใช้เอไอช่วยในขั้นตอนการสั่งซื้อสินค้า (Purchase Order – PO) โดยสามารถตรวจสอบคำสั่งซื้อ (order) ตลอดจนเปรียบเทียบราคาสินค้าเพื่อเลือกร้านที่ราคาและคุณภาพสินค้าเหมาะสมที่สุด วิธีนี้นอกจากช่วยลดเวลาดำเนินการ ยังลดความผิดพลาดและอคติ (bias) ของคนในการสั่งซื้อสินค้าได้ ทำให้เอสซีจี เคมิคอลส์ สามารถทำงานได้เร็วขึ้น 3.6 เท่า มีความแม่นยำสูงถึง 96 เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนลดลง 0.9 ล้านบาทต่อปี และลดแรงงานคนได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์

อีกประเด็นหนึ่ง อย่างที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้นว่าหัวใจสำคัญของการทำงานบัญชีคือความถูกต้องและโปร่งใส การนำเอไอเข้ามาช่วยตรวจจับความทุจริต (fraud detection) ในสายงานบัญชีจะสามารถลดความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตได้ โดยเอไอจะช่วยตรวจจับความผิดปกติของตัวเลขที่บันทึกในบัญชีรวมถึงขั้นตอนการทำธุรกรรมต่างๆ ถึงแม้ว่าเอไอจะตรวจจับความทุจริตได้อย่างแม่นยำ แต่ในขั้นตอนนี้ยังจำเป็นต้องให้นักบัญชีตรวจสอบอีกครั้งเพื่อลดความอคติที่เกิดจากการทำงานของเอไอ

นอกจากนี้เอไอสามารถช่วยในการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ด้านการเงิน โดยวิเคราะห์และคาดการณ์สถานการณ์ทางการเงินของบริษัท เช่น งบการเงินของฝ่ายบัญชี ยอดผลประกอบการในแต่ละปี งบประมาณในการจัดสรรให้กับแผนกต่างๆ เป็นต้น เพื่อให้นักบัญชีสามารถจัดการสภาพคล่องทางการเงินให้กับบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเอไอสามารถคาดการณ์แนวโน้มการลงทุนและการแข่งขันทางการตลาด รวมถึงคาดการณ์การลงทุนในกองทุนที่เหมาะสมกับแต่ละบริษัทได้

ถึงแม้เอไอจะเข้ามาช่วยงานฝ่ายบัญชีหลายส่วน แต่อย่างที่ผมเน้นย้ำเสมอว่าเอไอจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อทำงานร่วมกับมนุษย์ ดังนั้นเอไอจะยังไม่สามารถเข้ามาแทนที่ทุกส่วนงานของฝ่ายบัญชี แต่จะช่วยลดภาระงานที่ต้องทำซ้ำๆ เสริมประสิทธิภาพการทำงานให้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น เพื่อให้พนักงานสามารถใช้เวลาในการจัดการกับงานส่วนอื่นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เช่น การวางแผน ประเมินผล และวิเคราะห์ข้อมูลทางการบัญชี เป็นต้น

สิ่งสำคัญสำหรับพนักงานบัญชียุคนี้ คือ การฝึกฝนทักษะคิดวิเคราะห์ และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในสายงานบัญชี เช่น การลงทุน กฎหมายภาษี ตลอดจนสามารถเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้บริษัทได้ ต้องก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีแล้วรู้จักดึงมาใช้ประโยชน์อย่างมีวิจารณญาณ และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ จริยธรรมในการทำงานของทั้งนักบัญชีและนักพัฒนาเอไอ เพราะการที่เอไอจะทำงานได้ถูกต้องและปราศจากอคติ ยังต้องอาศัยการควบคุมดูแลจากมนุษย์ ดังนั้นจึงควรพัฒนาทั้งสองส่วนไปพร้อมๆ กัน เพื่อเสริมศักยภาพการทำงานขององค์กรให้ดีขึ้นและสามารถแข่งขันกับองค์กรอื่นๆ ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับทุกวงการธุรกิจ

Written by Sertis Team