CALL US: 02 001 1893
597/5 Sukhumvit Road, Wattana, Bangkok, Thailand

Home » Archive

เป็นที่รู้กันดีว่า Big Data ส่งผลกระทบต่อแทบทุกวงการธุรกิจ ข้อมูลที่มากมายมหาศาลนั้นมีประโยชน์ก็จริง แต่การประมวลผลข้อมูลจำนวนมากนี้โดยมนุษย์เพียงอย่างเดียวก็คงต้องใช้เวลามากขึ้นด้วย ปัจจุบันจึงมีเทคโนโลยีอย่าง AI หรือปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจ ซึ่งหลากหลายวงการก็นำสิ่งเหล่านี้มาใช้ เช่น Netflix ใช้ AI ในการช่วยคัดสรรค์ Content ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และ Amazon ที่ใช้ AI ช่วยอ่านคอมเมนต์สินค้าและรีวิวต่างๆ แล้ววิเคราะห์ความต้องการและความคิดเห็นออกมา รวมถึงแยกสแปมและรีวิวปลอมออก ไม่ให้มารบกวนหรือบิดเบือนข้อมูลที่เป็นประโยชน์และความคิดเห็นที่แท้จริงจากผู้บริโภคได้ เป็นต้น จนทำให้หลายๆคนเริ่มกังวลว่าสิ่งเหล่านี้จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์หรือไม่ คำตอบคือ ไม่เสียทีเดียว เพราะแนวคิด ความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของมนุษย์ยังคงเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อย ฉะนั้นไม่ใช่แค่ AI จะกลืนกินหน้าที่การงานของมนุษย์ แต่ AI ยังสร้างอาชีพใหม่ๆให้เติบโตไปกับมันได้ด้วย จากรายงานฉบับใหม่ของ Gartner ระบุว่า ในปี 2020 แม้ว่า AI จะลดการจ้างงานไป 1.8 ล้านตำแหน่ง แต่ก็จะสร้างงานใหม่ได้ 2.3 ล้านตำแหน่ง Peter Sondergaard หัวหน้านักวิจัยของ Gartner คาดการณ์ว่า …

Read more

คำว่า Thailand 4.0 เป็นคำที่คนยุคนี้คุ้นหูคุ้นตากันดีอยู่แล้ว แต่เราจะทำอย่างไรให้คนรู้จักพัฒนาตัวเองไปสู่จุดนั้น เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเราอย่างแทบจะเรียกได้ว่า “เต็มรูปแบบ” ทั้งกระแส Big Data และเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence, ปัญญาประดิษฐ์) ก็ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า เราจะต้องทำตัวยังไง องค์กรจะต้องปรับตัวอย่างไร และประเทศเราจะทำอะไรกับสิ่งเหล่านี้บ้าง หากเรามองย้อนไปถึงผลกระทบที่เคยเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกจะพบว่า ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 ระบบไอน้ำได้เข้ามาแทนที่อุตสาหกรรมการผลิตและการทอผ้า การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 ระบบไฟฟ้าทำให้คนมีไฟและมีโทรศัพท์ใช้ รวมถึงการผลิตปริมาณมากมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตทำให้การประมวลข้อมูลและการสื่อสารฉับไวมากขึ้น การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เป็นยุคที่เทคโนโลยีที่ชาญฉลาดอย่าง AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายและสิ่งที่อยู่รอบตัวในชีวิตประจำวันทั้งในโลกดิจิทัลและโลกทางกายภาพ การปฏิวัติครั้งนี้เป็นยุคที่ข้อมูลเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ช่วยให้เทคโนโลยีฉลาด ช่วยให้คนทำงานและตัดสินใจได้ดีขึ้น เป็นยุคที่ความรู้ในการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นตัวคัดกรองแรงงานที่มีคุณภาพ รวมถึงองค์กรหรือประเทศที่มีความสามารถออกจากคู่แข่งรายอื่นๆ   บทเรียนที่เราได้เห็นจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมทั้งหมดที่กล่าวมาคือ หากองค์กรไม่ปรับตัวและรู้จักประเมินความเร็วในการยอมรับการเข้ามาของเทคโนโลยี ก็จะพ่ายแพ้การแข่งขันหรืออาจสูญเสียธุรกิจได้ (ตัวอย่างเช่น Blockbuster vs Netflix, Kodak vs Digital Camera) ถึงแม้กระแสของ Thailand 4.0 จะมาแรง และหลายองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนได้มองเห็นถึงความสำคัญ …

Read more

บทความโดย ธัชกรณ์ วชิรมน CEO Sertis   การเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อธุรกิจอย่างมาก ถ้าหากเราต้องการก้าวทันความเปลี่ยนแปลงก็ต้องนำเอาประโยชน์ของสิ่งเหล่านี้มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตนเองให้ได้อย่างเหมาะสม จากประสบการณ์การทำงานด้านที่ปรึกษาทางธุรกิจและนวัตกรรม ทำให้ผมสามารถแบ่งประเภทของโปรเจคที่นำข้อมูลและเทคโนโลยีเอไอมาสร้างประโยชน์ต่อธุรกิจได้เป็น 5 ประเภท ดังนี้ 1. Structured Data เป็นการนำข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ในระบบหรือคลังข้อมูลมาใช้วิเคราะห์เชิงลึกเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการสั่งซื้อและการจัดเก็บสินค้า คาดการณ์พฤติกรรมการใช้บริการของลูกค้า (การใช้บริการ / การยกเลิก / การชำระเงิน) และการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการตลาด โดยข้อมูลที่นำมาใช้เป็นข้อมูลที่ถูกบันทึกในรูปแบบระบบจัดการรายงาน (Management reports) หรือแสดงผลใน BI tool (Business Intelligence Tool) อยู่แล้ว ได้แก่ ข้อมูลรายการเปลี่ยนแปลง (Transactions data) ข้อมูลสินค้าคงคลัง (Inventory data) ข้อมูลการสั่งซื้อ (Ordering data) ข้อมูลสมาชิกที่ภักดีต่อแบรนด์ (Loyalty membership) เป็นต้น 2. Unstructured Data คือการนำข้อมูลที่ไม่ได้ถูกเก็บอย่างเป็นระบบ แต่มีประโยชน์ต่อบริษัทมาใช้ …

Read more

บทความโดย ธัชกรณ์ วชิรมน CEO Sertis   ทุกวันนี้หลายๆองค์กรเริ่มเล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีเอไอมาใช้เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร แต่อาจยังมีความไม่แน่ใจว่าควรจะเริ่มต้นที่ตรงไหนและอย่างไร ผมจึงขอนำเสนอ 3 กลยุทธ์ในการเริ่มต้นนำเอไอมาใช้เพื่อพัฒนาธุรกิจของตนเอง ดังนี้ 1. ก่อตั้งทีมพัฒนาเอไอ โดยเริ่มจากพนักงานในบริษัทของคุณเอง รวบรวมคนที่สามารถใช้ระบบเอไอได้ ซึ่งคนในทีมควรมีความเข้าใจด้านเทคโนโลยี และแน่นอน ความเข้าใจต่อธุรกิจของตัวเองด้วย คนเหล่านี้อาจไม่จำเป็นต้องเก่งกาจในเชิงเทคนิคเสียทีเดียว แต่จะต้องสามารถนำเอาเทคโนโลยีใหม่ที่ต้องมีการพัฒนาต่อนี้ ไปนำเสนอหัวหน้าหรือผู้บริหารให้เข้าใจถึงประโยชน์ของมันได้ 2.วิเคราะห์หางานในองค์กรหรือแผนกต่างๆ ที่สามารถเปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติหรือควรนำเอไอเข้าไปใช้ โดยเฉพาะงานที่ต้องการการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างแม่นยำ เช่น งานประเมินราคา การคาดการณ์ยอดขาย หรืองานบริหารจัดการสินค้า จากนั้นให้คนในองค์กรมาร่วมกันระดมความคิด (brainstorming) หรือขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญภายนอกเพื่อช่วยหาแนวทางหรือไอเดียใหม่ๆที่จะนำเอไอเข้ามาปรับใช้ ในขั้นตอนนี้ทุกคนสามารถนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้ได้อย่างเต็มที่ เพราะเอไอเป็นสิ่งที่สามารถนำมาปรับแต่งได้อย่างหลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น เราอยากที่จะศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าที่เข้ามาในร้านและสินค้าที่ขายดี เราอาจเลือกใช้เอไอในการสร้างระบบจดจำใบหน้า เพื่อตรวจสอบว่าลูกค้าคนใดมาเข้าร้านของเราบ่อย และสินค้าที่ซื้อตัวล่าสุดคืออะไร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้คาดการณ์ยอดขาย กำหนดจำนวนสินค้าคงคลังภายในร้าน รวมถึงนำมาคิดโปรโมชั่นที่ส่งเสริมการขายได้แม่นยำยิ่งขึ้น 3. เริ่มต้นพัฒนาจากสิ่งที่ไม่ยากจนเกินไปและสามารถวัดค่าตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้ เพราะการแสดงให้ทุกคนมองเห็นถึงประโยชน์และความสำเร็จจากการใช้เอไอ เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจภายในองค์กร เราจึงควรเริ่มต้นพัฒนาจากสิ่งที่วัดผลได้และไม่ใช้เวลานานจนเกินไป ยกตัวอย่างเช่น การนำเอไอมาช่วยจัดการสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยลดการทำงานและลดข้อผิดพลาดจากการสั่งสินค้าที่มากจนเกินไปหรือสินค้าขาดสต๊อก อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การนำเอไอที่ช่วยในการจดจำใบหน้าลูกค้ามาใช้ในร้านค้าสาขาต่างๆ โดยเอไอจะช่วยแจ้งเตือนให้ผู้จัดการและทีมงานทราบทันทีในกรณีที่มีลูกค้า …

Read more

บทความโดย ธัชกรณ์ วชิรมน CEO Sertis   ไม่นานข้อมูลจะกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกบริษัทขาดไม่ได้ หากพูดถึงสิ่งที่เป็นกระแสในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง “ดาต้าไซน์” และเทคโนโลยีอันชาญฉลาดอย่าง “เอไอ” ซึ่งถือเป็นตัวช่วยสำคัญในการพัฒนาศักยภาพขององค์กร พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในโลกยุคดิจิทัล ผมมองว่าหากรู้จักนำศาสตร์ดังกล่าวมาใช้ในการขับเคลื่อนองค์กร จะสามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างมหาศาล ดังตัวอย่าง 5 ข้อต่อไปนี้ 1.ทำนายหรือคาดการณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำขึ้น ดาต้าไซน์จะช่วยให้คาดการณ์และมองเห็นโอกาสที่กว้างไกลกว่าเดิมจากข้อมูลที่มีอยู่ ทั้งในเรื่องของราคา ทิศทางของเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลง หรือแม้แต่มองเห็นทำเลที่ได้เปรียบและเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้คว้าโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เหล่านี้ได้ก่อนใคร 2.รู้จักและเข้าใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น การทำธุรกิจคือการสร้างความพึงพอใจที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งสามารถทำได้โดยการนำข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ เช่น เน็ตฟลิกซ์ และ อะเมซอน ที่นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการให้บริการจนประสบผลสำเร็จและเป็นผู้นำในตลาด ธุรกิจอื่นๆ เช่น ธนาคาร ร้านค้าหรือร้านอาหารก็สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน เช่น การนำระบบการจับภาพเคลื่อนไหว และระบบจดจำใบหน้ามาใช้เก็บข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้าในร้าน หรือใช้ตรวจสอบคุณภาพการให้บริการของพนักงาน แล้วนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงพัฒนาคุณภาพธุรกิจให้เหมาะสม 3.สื่อสารได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจคือการเชิญชวนให้ลูกค้ายอมจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้า การทำการตลาดแบบเดิมด้วยการโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์หรือสิ่งพิมพ์ที่ไม่ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจนอาจยังคงสร้างผลลัพธ์ที่ดี แต่วิธีนี้ไม่ใช่วิธีที่เป็นมิตรต่องบประมาณ อีกทั้งการเข้ามามีบทบาทของสื่อดิจิทัลยังส่งผลให้ผู้ชมที่เสพสื่อผ่านโทรทัศน์มีจำนวนน้อยลง ตรงนี้เองที่ทำให้แมชชีนเลิร์นนิง และ ออโตเมชั่นเข้ามามีบทบาทในวงการโฆษณาแทนที่สื่อดั้งเดิม เพราะนอกจากจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า ยังสามารถกำหนดกลุ่มลูกค้าและเลือกช่องทางการโฆษณาได้ดีกว่าอีกด้วย 4.ลดค่าดำเนินการ การคาดการณ์ที่แม่นยำขึ้นจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยลง และส่งผลให้ธุรกิจมีกำไรเพิ่มขึ้นจากค่าดำเนินการที่เกิดจากข้อผิดพลาดลดลง ตัวอย่างเช่น การนำข้อมูลมาใช้เพื่อเลือกทำเลในการเพิ่มสาขาร้านค้าและการคาดการณ์ยอดขายที่แม่นยำ จะช่วยให้การจัดการสินค้าและการขนส่งมีประสิทธิภาพดีขึ้น พร้อมทั้งลดค่าจัดการสินค้าและค่าเสียหายจากสินค้าค้างสต๊อก 5.พัฒนาทรัพยากรบุคคล บุคคลากรคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของทุกบริษัท การเลือกคนที่เหมาะสมเข้าทำงานจะทำให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการเลือก “คนที่ใช่” ทำได้โดยการนำข้อมูลของคนเหล่านั้นมาวิเคราะห์ตั้งแต่ขั้นตอนการรับสมัครงาน ซึ่งจะทำให้รู้ถึงทักษะและประสิทธิภาพตลอดจนรูปแบบการทำงานที่ผู้เข้าสมัครต้องการได้มากขึ้น ถือเป็นการเพิ่มความมั่นใจว่าจะได้คนที่ใช่และผู้สมัครเองก็อยากจะร่วมงานกับบริษัท นอกจากนี้ยังสามารถนำข้อมูลการทำงานของพนักงานมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาความสามารถของพวกเขาให้ตรงจุด ตลอดจนปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้เหมาะกับพนักงานแต่ละคน …

Read more

บริษัท เซอร์ทิส จำกัด (Sertis Co.,Ltd.) และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการแพทย์ ภายใต้ชื่อแบรนด์ “Cutis.AI” (คิวทิส ดอทเอไอ) กล้องเดอมาโทสโคปและแอพพลิเคชั่นสำหรับตรวจคัดกรองมะเร็งผิวหนังเบื้องต้นด้วยระบบ AI (Artificial Intelligence) จนสามารถคว้า เหรียญทองจากการประกวดนวัตกรรมในงาน The International Exhibition of Inventions in Geneva ครั้งที่ 46 ณ เมืองเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์          งานนิทรรศการ The International Exhibition of Inventions in Geneva เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Swiss Federal Council และ the World Intellectual Property Organization (WIPO) เพื่อเปิดโอกาสให้นวัตกรจากหลากหลายประเทศทั่วโลกเข้าร่วมนำเสนอผลงานสิ่งประดิษฐ์ ทั้งจากหน่วยงานธุรกิจ สถาบันวิจัย …

Read more

“ใครเป็นสาวกบอร์ดเกมยกมือขึ้น! ที่ Sertis มีให้คุณเพียบ” นอกจากการดูหนัง ฟังเพลง ท่องเที่ยว ตีกอล์ฟ ดำน้ำ ปลูกปะการัง เพื่อแก้เบื่อและคลายความเครียดแล้ว การเล่นเกมยังเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เรียกได้ว่าเป็นที่นิยมอย่างมากทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งเกมประเภทหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้เกมชนิดอื่นๆก็คือ “บอร์ดเกม (Board Game)” ที่ไม่ได้มีดีแค่สนุกและคลายเครียดเท่านั้น แต่มีประโยชน์อีกหลายอย่างที่เราต่างก็คาดไม่ถึง วันนี้จึงขอยกเอาประโยชน์อันน่าทึ่งของการเล่นบอร์ดเกมมาทั้งหมด 6 ข้อ ต่อไปนี้ 1. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง การเล่นบอร์ดเกมถือเป็นกิจกรรมฝึกสมองที่ยอดเยี่ยม เพราะสามารถช่วยพัฒนาสมองให้คิดได้อย่างซับซ้อน ช่วยพัฒนาความจำ พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ นอกจากนี้ บอร์ดเกมยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นอัลไซเมอร์ของผู้สูงวัย พัตนาสุขภาพ จิตของเด็ก และยังทำให้วัยรุ่นเป็นคนที่ฉลาดขึ้นอีกด้วย 2. ได้ฝึกตั้งเป้าหมายเพื่อนำไปสู่ชัยชนะ และฝึกความอดทน ถ้าคุณต้องการจะเอาชนะในศึกของบอร์ดเกมก็ต้องรู้จักฝึกวางกลยุทธ์ให้ดี รวมถึงฝึกความอดทน ค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้ได้รับชัยชนะ ซึ่งเราสามารถเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้โดยไม่กดดัน แถมยังได้สนุกกับการแข่งขันขณะที่เรากำลังเล่นบอร์ดเกมอีกด้วย 3. สร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและเหนียวแน่น คุณคงไม่เคยเห็นใครนั่งเล่นบอร์ดเกมคนเดียวสักเท่าไหร่ เพราะแน่นอนว่าส่วนใหญ่แล้วมันถูกออกแบบมาให้เล่นเป็นทีม ยิ่งร่วมมือกันยิ่งมันส์ ยิ่งทำให้เกมสนุกขึ้น บอร์ดเกมสามารถรวมคนกลุ่มต่างๆมาอยู่ร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็น คนแปลกหน้า เพื่อนเก่า หรือเพื่อนที่ทำงาน แต่ประเด็นนี้ไม่ได้สำคัญสักเท่าไหร่ เพราะสิ่งสำคัญคือคุณได้สร้างมิติใหม่ในความสัมพันธ์ ได้เจอคนที่มีกิจกรรมยามว่างเหมือนกัน …

Read more

ช่วงนี้กระแสย้อนยุคกำลังมาแรง ผมเลยอยากนึกย้อนวัยไปกับเขาบ้าง แต่คงไปไม่ถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา (เพราะคาดว่ายังไม่เกิด) ฉะนั้นขอย้อนไปแค่ในวัยเด็กของผมก็พอ เมื่อย้อนคิดไปถึงสมัยนั้น มีคำถามประเภทหนึ่งที่ผมไม่ชอบที่สุดคือคำถามที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ทำไม” (Why?) หรือ “เพื่ออะไร” (What for?) สาเหตุก็เพราะเวลาต้องเจอคำถามประเภทนี้ตอนทำข้อสอบหรือทำการบ้านมักจะไม่ค่อยมีคำตอบชัดเจนในหนังสือที่อ่าน ต้องใช้ความคิดไตร่ตรองหาเหตุผลหรือคำอธิบายที่จะสอดคล้องกับสิ่งที่อ่านมา แล้วค่อยกลั่นกรองเป็นคำตอบอีกที ตอนนั้นทุกคนมักจะถูกสอนให้ตอบคำถามประเภท “อะไรคือ…?” (What is?) ที่ถามหาสิ่งที่อยู่ในหนังสือหรือที่ครูสอนให้ฟังเสียส่วนใหญ่ เราเลยขาดทักษะในการตอบคำถามว่า “ทำไม” และ “อย่างไร” ไปโดยปริยาย พอเริ่มโตขึ้นมาอีก ผมได้มีโอกาสไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ จึงได้เริ่มเข้าใจถึงความแตกต่างในเชิงความคิดของชาวต่างชาติมากขึ้น ตัวผมเองจบวิศวกรรมไฟฟ้า และได้มีโอกาสเรียนต่อและทำงานในสายโทรคมนาคมที่อเมริกา ได้รู้จักเพื่อนร่วมงานที่มีความสามารถซึ่งส่วนใหญ่จบปริญญาตรี แต่พวกเขาเหล่านั้นมีความคิดและความเข้าใจในเชิงเทคนิคอย่างลึกซึ้ง จนผมอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดเขาจึงสามารถพัฒนาความคิดได้ดีมากขนาดนี้ สุดท้ายผมก็ได้คำตอบว่า การศึกษาของเขาสนับสนุนให้ทั้งตั้งและตอบคำถามว่า “ทำไม?” และยังเน้นทักษะการอ่านและคิดแบบ Critical Thinking มีการใช้เหตุผลในการสนับสนุนความคิดอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาความเข้าใจเนื้อหาต่างๆ ได้ดีมากกว่าการจำเพียงอย่างเดียว (ยืนยันได้จากการเจอกับตัวตอนทำข้อสอบเขียนเรียงความหรือ Essay ที่ต่างประเทศ) ถ้าจะพูดกันจริงๆ (อย่างเป็นข้ออ้าง) ก็รู้สึกว่าตัวเองถูกสอนมาอย่างไม่พร้อมที่จะพัฒนากระบวนการคิดและสร้างองค์ความรู้ ตอนนั้นผมเลยเริ่มชื่นชมคำถามที่ต้องการหาเหตุผล อย่าง “ทำไม” มากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ถือเป็นคำถามสำคัญสำหรับงานด้านวิทยาศาสตร์และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ช่วงการทำงานกว่า …

Read more

ถ้าพูดถึงการทำสมาธิ (Meditation) เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เราคงคิดว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลัทธิหรือศาสนาเท่านั้น ใครจะคาดคิดว่าปัจจุบันการนั่งสมาธิจะเชื่อมโยงเข้ากับความเป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ หลากหลายผลการวิจัยทั่วโลก แสดงให้เห็นว่าการทำสมาธิส่งผลในเชิงบวกทั้งกับร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองให้ดียิ่งขึ้น กลุ่มนักประสาทวิทยา (Neuroscientist) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ทำการทดลองโดยนำกลุ่มตัวอย่างจำนวน 16 คน มาเข้าคอร์สการทำสมาธิโดยสอดแทรกการทำสมาธิอยู่ในหลากหลายกิจกรรมในแต่ละวัน ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ โดยศาสตราจารย์ซาร่า ลาซาร์ (Sara Lazar, Ph.D.) นักประสาทวิทยาด้านโยคะและการทำสมาธิ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด รายงานผลการทดลองภายหลังจากการสแกนสมองผู้เข้าร่วมกิจกรรมด้วยเครื่อง MRI พบว่าสมองเนื้อเทา (Grey matter) ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ของเซลล์ประสาทจะหนาขึ้น โดยบริเวณดังกล่าวมีส่วนช่วยในการเรียนรู้และจดจำ รวมถึงพัฒนาการด้านอารมณ์และการรับรู้อีกด้วย นอกจากนี้ การทำสมาธิติดต่อกันในระยะยาว (Long-term meditation) ยังส่งผลให้สมองเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด จากงานวิจัยของ ริชาร์ด เดวิดสัน (Richard Davidson) นักประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ได้ทำการสแกนสมองพระธิเบตที่ฝึกสมาธิมาเป็นเวลา 20-30 ปี พบว่าสมองเนื้อเทามีการขยายตัวมากและคลื่นสมองเคลื่อนตัวช้าและสม่ำเสมอมากขึ้น เรียกว่าคลื่นแกมม่า (Gamma waves) โดยจะพบเฉพาะในคนที่จิตเป็นสมาธิอย่างลุ่มลึกเท่านั้น ผลการทดลองเหล่านี้ทำให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของสมอง …

Read more

เขียน: เชอร์รี่ ทุกวันนี้มีคนจำนวนมากใฝ่ฝันอยากจะทำอาชีพ Data Scientist แต่หลายคนไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากจุดไหน และทำอย่างไรจึงจะกลายมาเป็น Data Scientist ที่ได้รับการยอมรับได้ เชอร์รี่ต้องขอออกตัวก่อนว่า เชอร์รี่เองไม่ใช่คนเก่งอะไรมาก และก็ยังไม่ได้เป็น Data Scientist ที่เก่งสุดๆ ขนาดนั้น ที่สำคัญเชอร์รี่ไม่ได้มีพื้นฐานมาจากสายวิศวะโดยตรง อย่าง Data Scientist หลายๆ คน แต่เชอร์รี่ก็พัฒนาตัวเองจนได้รับโอกาสให้เป็น Junior Data Scientist ที่เซอร์ทิส วันนี้เชอร์รี่จึงอยากจะมาแชร์มุมมองการเข้าสู่วงการ Data Scientist ให้กับคนอีกหลายๆ คนที่กำลังอยากจะก้าวมาสู่วงการนี้ เผื่อว่าจะช่วยให้มีกำลังใจหรือเห็นช่องทางกันได้มากขึ้น เริ่มจากตอนสมัยที่เชอร์รี่ยังเรียนอยู่ช่วง ป.ตรี เชอร์รี่เรียนสาขาสถิติคณิตศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทำให้เชอร์รี่ต้องเรียนวิชาที่เกี่ยวกับด้านธุรกิจ การประยุกต์ใช้ธุรกิจบางอย่าง รวมทั้ง database ประกันภัย เศรษฐศาสตร์ เป็นต้น ต่อมาในปี 2559 เป็นช่วงที่สายงานด้าน data กำลังมาแรงมาก โดยเฉพาะงานของ Data scientist ที่บริษัทใหญ่ๆ …

Read more
Page 1 of 3 123