CALL US: 02 001 1893
597/5 Sukhumvit Road, Wattana, Bangkok, Thailand

Home » Archive

บทความโดยคุณธัชกรณ์ วชิรมน CEO บริษัท เซอร์ทิส จำกัด ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้า ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจ และรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในสังคมเป็นอย่างมาก โดยการพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัยหลายรูปแบบ รวมถึงการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (Artificial Intelligence-AI) ยังคงเป็นสิ่งที่อยู่ในความสนใจของทั้งไทยและต่างประเทศต่อการนำมาประยุกต์ใช้กันแพร่หลาย “เทคโนโลยีตรวจสอบและจดจำใบหน้า (Face Recognition)” เป็นระบบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบุ และยืนยันอัตลักษณ์บุคคลด้วยความรวดเร็ว แม่นยำ และสามารถเพิ่มโอกาสในการต่อยอดความสำเร็จให้หลากหลายแวดวงธุรกิจได้ด้วย เทคโนโลยีตรวจสอบและจดจำใบหน้า คือ ความก้าวหน้าของการพัฒนาศักยภาพการทำงานเอไอด้วยระบบ แมชชีน เลิร์นนิ่ง (Machine Learning) สร้างเป็นระบบประมวลผลที่สามารถตรวจจับใบหน้า (detect) และระบุตัวตน (identify) ได้ทั้งลักษณะภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวที่ถูกบันทึกไว้ ตลอดจนการเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์ (real time) ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยี Face Recognition มาใช้ด้านต่างๆ ทั้งระบบรักษาความปลอดภัย และเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการ เพื่อสร้างประสบการณ์และต่อยอดสู่การตลาดในรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสมต่อไป หลักการทำงานของ Face Recognition คือ การสร้างโมเดลการอ้างอิง ที่เรียกว่า “faceprint” …

Read more

บทความโดยคุณจรัล งามวิโรจน์เจริญ Chief Data Scientist & VP of Data Innovation Lab บริษัท เซอร์ทิส จำกัด หากสังเกตให้ดี ชีวิตประจำวันของเราทุกคนมีความเกี่ยวข้องกับข้อมูล การทำนาย และการคาดการณ์ (Prediction & Forecasting) อยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่เรื่องส่วนตัวตลอดจนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา เช่น การคาดการณ์ว่าควรซื้อบ้านไหม ส่งลูกไปเรียนโรงเรียนไหนดี การคาดการณ์งบประมาณโครงการต่างๆ การประเมินความสามารถของผู้ที่เราจะจ้างงาน หมอวินิจฉัยโรคให้กับผู้ป่วย ตลอดจนการทำนายผู้มีโอกาสชนะการเลือกตั้งของสถาบันต่างๆ เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนสามารถคาดการณ์เรื่องต่างๆ ได้ แต่ทำอย่างไรจึงจะคาดการณ์ได้อย่างมีหลักการและได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ ซึ่งคำตอบจะอยู่ในบทความนี้ครับ เริ่มด้วย Wharton Professor Philip Tetlock จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ได้จัดทำ Good Judgement Project เพื่อศึกษาเรื่องการคาดการณ์เป็นระยะเวลา 4 ปี โดยมีการเปิดรับอาสาสมัครนักคาดการณ์ (Forecaster) กว่า 5,000 คน ให้มาร่วมคาดการณ์เรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่สงครามกลางเมืองของซีเรียไปจนถึงการเมืองของเกาหลีเหนือ …

Read more

บทความโดยคุณจรัล งามวิโรจน์เจริญ Chief Data Scientist & VP of Data Innovation Lab บริษัท เซอร์ทิส จำกัด ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน TIJ Workshop for Emerging Leaders on the Rule of Law & Policy ที่จัดโดย Thailand Institute of Justice (TIJ) เพื่อร่วมพูดคุยและถกประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับหลักนิติธรรม (Rule of Law) โดยคำว่า “หลักนิติธรรม” นี้ มีนิยามที่กว้างและหลากหลายมิติ แต่ผมขอสรุปคร่าวๆ ว่าหมายถึง “หลักที่รัฐและประชาชนยึดถือเพื่อก่อให้เกิดสังคมที่มีความยุติธรรมและสงบสุข” ซึ่งการเข้าร่วมงานครั้งนี้ถือเป็นของขวัญปีใหม่ชั้นเลิศ เพราะผมได้เรียนรู้มุมมองมากมายของผู้ที่มาจากหลากหลายประเทศ ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ทางความคิด และเป็นการเรียนรู้ที่ผลักดันตัวเองให้ออกจาก comfort zone อีกด้วย ภายหลังจบงาน ความคิดมากมายยังคงแล่นในหัวของผม ถึงขนาดที่ต้องนำมาตกผลึกและร้อยเรียงออกมาเป็นถ้อยคำผ่านบทความบทนี้ …

Read more

บทความโดย คุณธัชกรณ์ วชิรมน CEO บริษัทเซอร์ทิส ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (Artificial Intelligence – AI) เพื่อนำมาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายทั้งในภาคอุตสาหกรรมและการดำเนินธุรกิจหลากหลายรูปแบบ สำหรับในแวดวงการแพทย์และสาธารณสุข เอไอสามารถช่วยสนับสนุนประสิทธิภาพการทำงานในด้านต่างๆ เช่น การช่วยให้ผู้ใช้งานระบบสามารถระบุอาการผิดปกติเพื่อการวินิจฉัยโรคในเบื้องต้นด้วยตัวเองก่อนที่จะไปพบแพทย์ การตอบคำถามและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวแก่ผู้ป่วยเพื่อประกอบการรักษาในขั้นตอนต่างๆ เป็นต้น สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีเอไอเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ที่น่าสนใจก็มีอยู่มากมายที่เป็นความร่วมมือระหว่างผู้พัฒนาซอฟท์แวร์และสถาบันการแพทย์จากทั่วโลก อาทิ การคิดค้นระบบที่ช่วยประเมินความเสี่ยงของโรคมะเร็งผิวหนัง โดยพัฒนาให้แพทย์และบุคคลทั่วไปสามารถนำมาใช้ได้ในรูปแบบแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนในชื่อ Cutis.AI ด้วยการนำประสิทธิภาพของเทคโนโลยี Deep Learning ระบบจะสามารถประมวลผลได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงแยกแยะและระบุรอยโรคผิวหนังได้อย่างแม่นยำถึง 95% โดยสามารถแจ้งค่าความเสี่ยงในการเกิดเมลาโนม่า (Melanoma) ซึ่งถือเป็นโรคมะเร็งผิวหนังชนิดที่มีความร้ายแรงมากที่สุด รวมถึงความผิดปกติของผิวหนังชนิดอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาเอไอเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ที่น่าสนใจอื่นๆ ที่เป็นความร่วมมือจากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น การพัฒนาระบบเอไอให้สามารถวินิจฉัยภาวะเบาหวานขึ้นจอตา (Diabetic Retinopathy) ด้วยความแม่นยำในการระบุค่าความถูกต้องได้สูงถึง 95% และระบบการทำงานระหว่างเอไอ และ Cloud ในการให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลและตอบคำถามต่างๆ เพื่อให้คำแนะนำและความช่วยเหลือแบบเสมือนจริงในรูปแบบแอปพลิเคชั่นบนมือถือแก่ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดกระดูกสันหลัง การเปลี่ยนข้อต่อ ที่อยู่ระหว่างการพักฟื้น ซึ่งจะมีทั้งการเก็บข้อมูลและการให้ข้อมูลของผู้ป่วยทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด เป็นต้น ล่าสุด วารสารทางการแพทย์ …

Read more

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา นักพัฒนาเทคโนโลยีต่างเชื่อมั่นว่าการคิดค้นและสร้างสรรค์นวัตกรรมคือหนทางสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคมที่จะนำมาซึ่งความมั่นคงของประเทศ และหากเรามองย้อนไปอีกก็จะพบว่าสิ่งสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกความสำเร็จมักจะมาจากการได้รับการศึกษาที่ดีและเหมาะสมที่เอื้อประโยชน์ให้บุคคลสามารถพัฒนาตนเองและสร้างสรรค์ผลงานจนเป็นที่ยอมรับและต่อยอดสู่การขับเคลื่อนสังคมได้ในภาพรวม สำหรับหัวข้อนี้จะกล่าวถึงการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (Artificial Intelligence – AI) เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านการศึกษาที่จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต ประโยชน์ของปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ต่อการพัฒนาระบบการศึกษาที่เห็นได้ชัดเจนคือการเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของครูและอาจารย์ในการลดปริมาณภาระงานที่มักจะต้องทำซ้ำๆ และใช้เวลานาน (repetitive tasks) เช่น งานเอกสาร การตรวจการบ้าน การตรวจให้คะแนนข้อสอบทั้งแบบตัวเลือก (Multiple Choice) และการเขียนตอบ โดยนักพัฒนาจะใช้เทคโนโลยี Machine Learning เพื่อป้อนข้อมูลให้เอไอเรียนรู้และอ้างอิงการให้คะแนนจากรูปแบบ (pattern) ของชุดคำตอบที่ถูกต้อง รวมถึงสามารถตรวจจับการคัดลอก (Plagiarism) และการทุจริตในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้บุคลากรทางการศึกษาสามารถลดต้นทุนด้านเวลาและหันมาให้ความสำคัญกับการให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวกับนักเรียนในการทำความเข้าใจบทเรียนและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่มีความซับซ้อนได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้ง เอไอยังช่วยสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การปรับรูปแบบการเรียนการสอน และการพัฒนาสื่อการสอนใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับความรู้และเงื่อนไขของนักเรียนได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถวิเคราะห์ผลสำเร็จและแก้ไขความบกพร่องในหลักสูตร ช่วยให้นักเรียนเข้าถึงความก้าวหน้าของตนและสิ่งที่ยังต้องปรับปรุงได้อย่างรวดเร็ว นำไปสู่การสร้างสรรค์เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละกลุ่ม และอาจจะสามารถไปถึงการปรับบทเรียนให้เข้ากับผู้เรียนแบบรายบุคคล (Personalized) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดได้ และยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการพัฒนาสื่อการสอนในบางเนื้อหาวิชาที่อาจจะต้องอาศัยการเรียนรู้เพิ่มเติมที่ไม่ได้มีการเปิดสอนตามปกติอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การพัฒนาเอไอยังเป็นทางออกที่ดีสำหรับนักเรียนที่มีความผิดปกติที่การศึกษาในหลักสูตรปกติอาจจะไม่เหมาะสมกับเงื่อนไขของพวกเขา อาทิ เด็กที่ป่วยเป็นโรคดิสเล็กเซีย (Dyslexia) …

Read more

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน หลังจากที่เราเริ่มเห็นเทรนด์ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (Artificial Intelligence – AI) ที่เข้ามามีบทบาทกับการดำเนินธุรกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วันนี้ผมเลยอยากจะพูดถึงการนำเอไอมาใช้ประโยชน์ในมิติของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ที่กำลังอยู่ในความสนใจและถูกตั้งไว้เป็นเป้าหมายของผลการดำเนินงานและมาตรฐานของทั้งภาคอุตสาหกรรมและการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศทั่วโลกกันครับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เป็นกรอบการพัฒนาที่บูรณาการ 17 เป้าหมายในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านต่างๆ ภายใต้การกำหนดข้อตกลงร่วมกันในระดับนานาชาติที่นำโดยองค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) โดยหวังว่าจะสามารถสร้างอนาคตและความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับประชากรโลกทั้งมิติการแก้ไขปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การจัดการสิ่งแวดล้อม การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การส่งเสริมความเจริญ สันติภาพและความชอบธรรม เป็นต้น โดยมีการตั้งเป้าหมายเพื่อบรรลุจุดประสงค์การดำเนินงานภายในปี 2030 โดยทุกท่านสามารถเข้าไปดูการจัดอันดับผลการดำเนินงานล่าสุดในรายประเทศของ Sustainable Development Solutions Network ได้จากลิงก์นี้ครับ SDG Index and Dashboards Report 2018 คราวนี้ เราจะกลับมาดูว่าปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (Artificial Intelligence …

Read more

จากปรากฏการณ์เทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจ สังคม และอุตสาหกรรม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลหลายสาขาอาชีพต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันเพื่อตอบโจทย์ทั้งความต้องการของลูกค้าและบริบททางสังคมอย่างรอบด้านได้มากยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่น่าสนใจและมีความชัดเจนในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ในปัจจุบันคืออาชีพนักกฎหมายที่มีการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (Artificial Intelligence – AI) เข้ามาใช้อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในหน้างานพื้นฐานให้มีความรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น เอื้อประโยชน์ในการลดปริมาณงานบางประเภทลง เพื่อให้บุคลากรด้านกฎหมายสามารถนำต้นทุนด้านเวลาและกำลังความคิดเข้ามาใช้พัฒนาตัวบทกฎหมายและยกระดับการพิจารณารูปคดีต่างๆ ที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นได้นั่นเอง ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ เริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อวงการนักกฎหมายในต่างประเทศ โดยสิ่งที่น่าสนใจคือการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ด้วยเทคโนโลยี Machine Learning เพื่อป้อนข้อมูลให้เอไอเรียนรู้จากชุดข้อมูลหรือรูปแบบ (Pattern) ที่ถูกสร้างขึ้นให้มีความสอดคล้องกับการพิจารณาทางกฎหมายในรูปคดีหรือสถานการณ์ต่างๆ อย่างความเฉพาะเจาะจง เพื่อให้เอไอสามารถอ้างอิง จับวิธีการตรวจสอบและการตอบสนองกับชุดข้อมูลนั้นๆ ไปในแนวทางเดียวกันกับนักกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างระบบการประมวลผลให้เอไอสามารถเป็นผู้ช่วยในการคัดกรองเนื้อหาและสำนวณคดีที่มีปริมาณมากในเบื้องต้นให้เหลือเฉพาะส่วนที่มีความเกี่ยวข้องทางกฎหมาย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อนักกฎหมายในการช่วยลดปริมาณข้อมูลและเอกสารที่รอการตรวจสอบที่มีจำนวนมากลงได้ แม้ว่าสำนักงานและที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายหลายแห่งในต่างประเทศได้มีการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ เข้ามาใช้เป็นขั้นตอนหนึ่งในการวิเคราะห์เอกสารและหลักฐานต่างๆ แล้ว แต่ในบางรูปคดีหรือในสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนกลับยังคงต้องใช้การตัดสินใจของมนุษย์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับความอ่อนไหวทางสังคมและการเมือง รวมถึงปัจจัยด้านศีลธรรม จรรยาบรรณและมนุษยธรรม ก็ยังคงเป็นข้อจำกัดและเกินกว่าความสามารถของเอไอในการตัดสินด้วยการประมวลผลของตัวระบบเองได้ จึงทำให้การพิจารณาจากนักกฎหมายยังคงมีความจำเป็นและน่าเชื่อถือมากกว่า นอกเหนือจากขอบเขตการพิจารณาทางด้านกฎหมายแล้ว การพัฒนาระบบประมวลผลของเอไอยังสามารถครอบคลุมไปถึงการสนับสนุนการทำงานของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ในการช่วยตรวจสอบในเบื้องต้นว่าผลงานที่ตนกำลังสร้างสรรค์อยู่นั้นเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่จะสามารถขออนุมัติการจดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา (copyrights) และการจดสิทธิบัตร (patent) ได้หรือไม่ อีกทั้งยังสามารถช่วยตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารเพื่อป้องกันการปลอมแปลงลายลักษณ์อักษรที่มีผลทางกฎหมาย อาทิ ลายเซ็น และเครื่องหมายทางการค้า …

Read more

วันนี้ผมจะขอพักเนื้อหาเชิงเทคนิคที่เราพูดติดต่อกันมาหลายเดือนเอาไว้ก่อน โดยจะขอเปลี่ยนหัวข้อมาพูดถึงสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อใครหลายๆ คน ทั้งกลุ่มสาขาอาชีพด้าน technical หรืองานด้าน data อย่างผม รวมไปถึงผู้ที่กำลังอยู่ในวัยศึกษาก็จะสามารถนำกระบวนการเหล่านี้ไปต่อยอดพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของตนได้ต่อไปเช่นกัน เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ ส่วนตัวของผมมีความเชื่อว่า “ทุกก้าวของชีวิตคือการเรียนรู้” โดยเฉพาะแวดวงคนทำงานด้าน data science ที่จำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา (lifelong learning) จากสภาพสังคมและวิทยาการต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งเมื่อการแสวงหาความรู้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แต่ในห้องเรียน แต่กลับมาพร้อมเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลทั้งคอร์สเรียนออนไลน์ และเนื้อหาต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตที่เปิดโอกาสให้พวกเราเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวได้อย่างไร้ขอบเขต แต่สิ่งสำคัญในยุคสมัยที่โลกถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมหาศาลเช่นนี้กลับไม่ใช่การชี้วัดความสำเร็จด้วยการที่ใครจะรู้สิ่งต่างๆ ได้มากกว่ากัน แต่กลับเป็นวิธีการที่ว่าเรียนอย่างไร (learning how to learn) เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวความรู้ต่างๆ และนำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้มากกว่ากัน สิ่งสำคัญที่สุดของกระบวนการเรียนรู้มักจะเริ่มต้นมาจากการตั้งคำถาม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาลักษณะนิสัยที่เอื้อให้เกิดการคิดวิเคราะห์ (critical thinking) ในตัวบุคคล อีกทั้ง ยังเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานด้าน data เช่นกัน เพราะหากเราไม่ตั้งคำถาม นั่นก็จะอาจจะหมายความว่าเรายังไม่ได้ขบคิดหรือเข้าถึงแก่นแท้ของสิ่งที่เรากำลังเรียนรู้อยู่เท่าที่ควร สอดคล้องกับระบบการศึกษาแบบ child center ที่สนับสนุนให้เด็กนักเรียนมีโอกาสได้ตั้งคำถามและเกิดการคิดวิเคราะห์ต่อยอดจากวิชาความรู้ที่ตนกำลังเรียนอยู่นั่นเอง Paul Harris นักจิตวิทยาเด็กจากฮาร์วาร์ดได้ประเมินเอาไว้ว่า จริงๆ แล้วตอนที่เราอยู่ในวัยเด็กช่วงอายุ 2-5 ขวบ เรามักจะมีการตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ …

Read more

  แวดวงธุรกิจพลังงานต่างก้าวไปข้างหน้าจนถึงการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ออกแบบภายใต้แนวคิดระบบโครงข่ายอัจฉริยะ หากเราจะพูดถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมให้ก้าวทันการปรับตัวในยุค 4.0 แน่นอนว่าเทคโนโลยีที่มาแรงมากในช่วงเวลานี้คงหนีไม่พ้น “บล็อกเชน” ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภท สำหรับหัวข้อในวันนี้จะขอพูดถึงรากฐานสำคัญในการดำเนินธุรกิจที่ได้มีการนำบล็อกเชนเข้ามาประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว นั่นก็คือการสร้างระบบการบริหารจัดการการใช้พลังงานไฟฟ้า (Energy Management System) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจนั่นเอง ปัจจุบันนี้ แวดวงธุรกิจพลังงานต่างก้าวไปข้างหน้าจนถึงการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ออกแบบภายใต้แนวคิดระบบโครงข่ายอัจฉริยะสำหรับส่งกระแสไฟฟ้าแบบครบวงจร หรือ สมาร์ทกริด (Smart Grid) โดยเริ่มต้นจากการนำข้อมูลตลอดทั้งห่วงโซ่ของระบบไฟฟ้าตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการจ่ายกระแสไฟฟ้า สู่ปลายทางขึ้นไปเก็บไว้บนบล็อกเชน ช่วยยกระดับการจัดการข้อมูลที่ควบคุมด้วยระบบสัญญาอัจฉริยะ ที่เป็นการบันทึกข้อตกลงทางธุรกิจให้สามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเอง ปราศจากการควบคุมจากคนกลาง จึงทำให้การดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนเป็นไปได้อย่างอิสระ ข้อมูลมีความปลอดภัย โปร่งใสและตรวจสอบได้ ดิจิทัลแพลตฟอร์มดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ใช้งานระบบทั้งภาคที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์ ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม สามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อตรวจสอบการผลิต-จ่ายกระแสไฟฟ้าและปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ตามจริง รวมถึงความสามารถในการรวมพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบไฟฟ้า สู่การสร้างทางเลือกในการใช้กระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากต้นกำเนิดต่างๆ ทั้งระบบสายส่งจากการไฟฟ้า (grid) และพลังงานหมุนเวียน (renewable energy) เพื่อสนับสนุนให้เกิดการบริหารต้นทุนการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ยิ่งไปกว่านั้น บล็อกเชนยังสามารถรองรับการซื้อขายพลังงานไฟฟ้า (energy trading) ที่เสนอประสบการณ์แบบไร้รอยต่อ (seamless experience) สู่การตลาดรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนบทบาทของ “Consumer” มาเป็น “Prosumer” ด้วยระบบการผลิตกระแสไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ หรือ โซลาร์เซลล์ ที่ทุกฝ่ายสามารถเป็นได้ทั้งผู้ผลิต (producer) และผู้บริโภค …

Read more

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ผมจะขอพูดถึงสิ่งหนึ่งที่ผมสนใจและชื่นชอบมาตั้งแต่สมัยผมเป็นเด็ก และผมก็เชื่อว่ามีคนจำนวนมากบนโลกใบนี้ที่หลงใหลมันมากพอๆ กับผมสิ่งนั้นก็คือ “ดนตรี” ครับ ส่วนตัวผมชอบเรียนรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบของดนตรีไม่ว่าจะเป็นเสียงประสาน (harmony) หรือท่วงทำนองและการเรียบเรียงเป็นอย่างมากเพราะมันทำให้ดนตรีมีโครงสร้างที่ช่วยให้คนเข้าถึงและมีส่วนร่วมไปกับมันได้ พูดมาถึงตอนนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่าดนตรีมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรกับศาสตร์ Data Science กันแน่ เรามาลองศึกษากันดูเลยครับ สิ่งที่ผมอยากนำเสนอกับคุณผู้อ่านก็คือกระบวนการในการนำสิ่งที่เราคิดว่าไม่ใช่ข้อมูลมาใช้โดยผมขอพูดว่าองค์ประกอบสำคัญของดนตรีหรือบทเพลงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นท่วงทำนอง จังหวะ การเรียบเรียง ฯลฯ ต่างก็เป็นข้อมูลแบบ Unstructured Data หรือ ข้อมูลที่เราไม่สามารถเก็บในรูปแบบตารางได้ ซึ่งหากเราต้องการบันทึกข้อมูลของดนตรีเราก็ต้องนำข้อมูลเหล่านั้นมาแปลง (transform)ให้อยู่ในรูปแบบโครงสร้างก่อน ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการแปลงเสียงจากคำพูด ก็จะสามารถทำได้ด้วยวิธีการพื้นฐานเลยครับ คือการให้คนนั่งฟังและแกะคำพูดทุกคำออกมาเป็นตัวหนังสือสำหรับผมมองว่าเป็นวิธีการที่ค่อนข้างลำบากและใช้เวลาพอสมควรแต่หากเรามองหาวิธีการที่ไฮเทคขึ้นมาอีกสักหน่อย ก็อาจจะเป็นการใช้ Speech to Text โดยการนำ Machine Learning มาช่วยแปลงและถอดเสียงคำพูดต่างๆให้ออกมาเป็นข้อความในรูปแบบตัวหนังสือ (text) จากนั้นเราก็จะสามารถนำข้อมูลที่แปลงเสร็จเรียบร้อยมาวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ต่อไปได้ ยกตัวอย่างเช่น ในงานด้าน Call Center เราสามารถจัดหมวดหมู่และคัดกรองประเภทกลุ่มคำต่างๆของคำถามที่มักจะถูกถามหรือพูดถึงบ่อยๆจากไฟล์เสียงบทสนทนาที่บันทึกไว้เพื่อนำไปปรับปรุงหรือพัฒนาการบริการในด้านนั้นๆอย่างเฉพาะเจาะจงให้ดียิ่งขึ้นต่อไป เป็นต้นในทำนองเดียวกัน อุตสาหกรรมดนตรีก็มีการพัฒนาเทคโนโลยี Audio Analysis เช่น Spotify API ที่สามารถใช้บอกคุณลักษณะของเพลงจาก Metadata ที่ช่วยอธิบายลักษณะหรือคุณสมบัติของข้อมูล …

Read more
Page 1 of 6 12345...Last page