CALL US: 02 001 1893
597/5 Sukhumvit Road, Wattana, Bangkok, Thailand

Home » Archive

กระแสการมาของยุคดิจิทัลเปรียบเสมือนคลื่นลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว บางองค์กรมองเห็นวิกฤติเป็นโอกาส วางแผนเตรียมพร้อมรับมือและปรับตัวได้อย่างเหมาะสม ในขณะที่บางองค์กรถูกคลื่นซัดพังเสียหายเพราะปรับตัวไม่ทัน คำถามที่เกิดขึ้นคือ ผู้ประกอบการธุรกิจจะอยู่อย่างไรให้รอดในขณะที่การถูก “Disrupt” จากเทคโนโลยีเกิดขึ้นอยู่ทุกขณะและเกิดได้กับแทบทุกวงการธุรกิจ ไม่ว่าองค์กรขนาดเล็กหรือใหญ่ต่างก็ต้องเผชิญวิกฤติยุคดิจิทัลในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน แต่ความแตกต่างของขนาดองค์กรก็ส่งผลต่อความรวดเร็วในการปรับตัว จากผลการสำรวจพบว่าองค์กรยักษ์ใหญ่ 500 อันดับแรกของโลก มีอายุเฉลี่ยน้อยลงจาก 60 ปี เหลือเพียง 15 ปี ซึ่งสาเหตุเกิดจากการขยับตัวที่ล่าช้าเนื่องจากมีกระบวนการที่เยอะและซับซ้อน อีกทั้งองค์กรใหญ่มักขาดสิ่งที่เรียกว่า “Survival instinct” หรือสัญชาติญาณความต้องการเอาตัวรอดอย่างที่บริษัทขนาดเล็กมี เนื่องจากมีรายได้ที่ค่อนข้างคงตัว มีชื่อเสียงที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน ส่งผลให้มองไม่เห็นความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง เพราะมองว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นดีเพียงพออยู่แล้ว ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อธุรกิจในยุคดิจิทัล กล่าวได้ว่า “Change or Die” ไม่เปลี่ยนคุณก็ไม่รอด แนวทางการเอาตัวรอดสำหรับองค์กรขนาดใหญ่จึงหนีไม่พ้นต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล ซึ่งควรคำนึงถึง 4 องค์ประกอบต่อไปนี้ 1.จุดแข็งขององค์กร โดยองค์กรใหญ่ที่มีชื่อเสียงและอยู่มานานย่อมมีบางอย่างที่เป็นจุดแข็ง การต่อยอดจุดแข็งนั้นและเสริมสร้างความเป็นเอกลักษณ์(Unique) ให้แก่แบรนด์จึงยังคงเป็นสิ่งสำคัญไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย 2.วิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กร วิสัยทัศน์ที่ผู้นำยุคนี้ควรมีคือสนใจเรียนรู้และกล้าลองเสี่ยงกับสิ่งใหม่ๆ ยอมรับความผิดพลาดได้และไม่ยึดติดกับความคิดเดิมของตนเองว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอ ความเก่งอย่างเดียวไม่เป็นตัวการันตีความสำเร็จในยุคนี้ แต่ต้องเป็นคนที่เข้าใจวิธีในการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ด้วย 3.การหาพันธมิตร การปรับตัวโดยเปลี่ยนโครงสร้างขององค์กรขนาดใหญ่เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เพราะต้องใช้เงินลงทุนและรับความเสี่ยงสูง มีองค์กรใหญ่หลายแห่งทั่วโลกที่ตัดสินใจใช้วิธีนี้แล้วล้มครืนลงทันที ดังนั้นการหาพันธมิตรเข้ามาช่วยโดยหาองค์กรขนาดเล็กที่ทันสมัยและมีรูปแบบธุรกิจใกล้เคียงกัน หรือองค์กรที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีโดยเฉพาะมาช่วยส่งเสริมธุรกิจของคุณก็ถือเป็นวิธีหนึ่งในการปรับตัว 4.การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่มาปรับใช้ ก่อนจะนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมมาใช้ต้องมีความเข้าใจและรู้ว่าจะนำเทคโนโลยีอะไรมาเพื่อพัฒนาสิ่งใดในองค์กร เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมและตรงเป้าหมาย ในวันหนึ่งเมื่อเทคโนโลยีถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันมากจนเป็นเรื่องปกติ เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยทำงานแทนเราในหลายๆด้าน จนทำให้สินค้าและบริการที่สร้างโดยเครื่องจักรมีราคาต่ำลง ในขณะที่แรงงานมนุษย์จะกลายเป็นจุดขายระดับพรีเมียมที่ผู้บริโภคในยุคนั้นโหยหามากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ในอนาคตอาหารทั้งหมดจะถูกปรุงขึ้นโดยเชฟที่เป็นหุ่นยนต์ แต่หากลูกค้าต้องการลิ้มรสอาหารจากเชฟระดับโลกที่เป็นมนุษย์ ก็ให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่อาจมีราคาสูงกว่า เมื่อถึงเวลานั้นการปรับตัวขององค์กรไม่ว่าเล็กหรือใหญ่คงต้องเกิดขึ้นอีกครั้ง …

Read more

เป็นที่รู้กันดีว่าข้อมูลทุกวันนี้มีจำนวนมหาศาล ทุกธุรกิจต่างมีข้อมูลอยู่ในมือ ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่ที่ทุกคนนึกถึงอยู่ตอนนี้คงนี้ไม่พ้นข้อมูลที่ถูกบันทึกในระบบของบริษัท เช่น ข้อมูลการซื้อขายสินค้า ราคา หรือ Transaction ต่างๆ แต่แท้จริงแล้วยังมีข้อมูลในรูปแบบอื่นๆอีกที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ข้อมูลในรูปแบบของตัวอักษรจากข้อความ คอมเมนต์ต่างๆบน Social Media หรือข้อมูลในรูปแบบของเสียงจากการบันทึกบทสนทนาผ่าน Call Center ซึ่งหากเรานำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ก็จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า คาดการณ์พฤติกรรมลูกค้า หรือวางแผนกลยุทธ์การขายได้ดียิ่งขึ้น แต่ก่อนที่เราจะนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ เราจำเป็นจะต้องสอนให้คอมพิวเตอร์เข้าใจถึงภาษาของเราเสียก่อน ทั้งเรื่องของตัวอักษร พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ คำศัพท์ ความหมาย รูปแบบของประโยค รวมถึงบริบทต่างๆ เพื่อให้คอมพิวเตอร์เข้าใจเงื่อนไขของภาษา จึงจะสามารถทำการแยกแยะหรือตัดคำศัพท์ที่อยู่ในประโยค (Word Segmentation) เพื่อแปลงเป็นความหมายของคำศัพท์และประโยคนั้นๆ โดยปัจจุบันวิธีที่นิยมใช้สร้างโมเดลดังกล่าวคือการใช้ Artificial Neural Networks (ANN) และ Deep Learning ซึ่งหากข้อความนั้นเป็นภาษาอังกฤษจะง่ายต่อการตัดคำ เนื่องจากเป็นภาษาที่มีการเว้นวรรคระหว่างคำและมีสัญลักษณ์คั่นระหว่างประโยคอย่างชัดเจน แต่ภาษาส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น รวมทั้งไทย จะมีรูปแบบการเขียนที่ตัวอักษรทุกตัวติดกันหมด รวมถึงการตีความหมายจากประโยคในภาษาไทยยังขึ้นกับบริบท (Context) ด้วย …

Read more

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI (Artificial Intelligence) เป็นที่พูดถึงกันอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่เราก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัล ก็ทำให้สามารถแปลงสิ่งต่างๆในโลกทางกายภาพ (Physical) มาสู่รูปแบบดิจิทัล หรือเรียกกระบวนการนี้ว่า Digitization เช่น การใช้เซ็นเซอร์จับสภาพอากาศ จับสถานะของเครื่องจักร แปลงข้อความในกระดาษมาเป็นดิจิทัล และการเก็บภาพ เสียง วิดีโอ ในรูปแบบดิจิทัล เป็นต้น ทำให้เกิดข้อมูลจำนวนมหาศาลหรือที่เรียกกันว่า Big Data ที่เป็นเสมือนเชื้อเพลิงให้ AI นำมาใช้เพื่อประมวลผลให้เกิดประโยชน์ต่อการตัดสินใจสิ่งต่างๆ แต่ทั้งนี้หากต้องการให้ AI ประมวลผลอย่างมีประสิทธิภาพ การเก็บข้อมูลก็ต้องมีความละเอียดมากพอด้วย นอกจากนี้ ยิ่ง AI ถูกพัฒนาและนำมาใช้มากขึ้นเท่าไหร่ การวางยุทธศาสตร์หรือนโยบายด้านการใช้งานยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น หลากหลายประเทศเริ่มตื่นตัวและมีนโยบายรองรับการใช้เทคโนโลยี AI แล้ว เพื่อส่งเสริมให้ AI มีทิศทางที่ช่วยสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและคนในประเทศอย่างแท้จริง ตัวอย่างประเทศที่ผมนำมาพูดถึงในครั้งนี้เป็นประเทศที่มีรายละเอียดของนโยบายหรือยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมถึงบทบาท เป้าหมาย และการมีส่วนร่วมของภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงความเสมอภาคในการเข้าถึง AI กฏระเบียบ (Regulation) และจรรยาบรรณ (Ethics) ในการใช้ AI ดังนี้ ข้อสังเกตสำหรับเป็นแนวทางการพัฒนายุทธศาสตร์และนโยบายด้าน AI …

Read more

บทความโดย ธัชกรณ์ วชิรมน CEO Sertis   “หากถามว่า เอไอจะพัฒนาถึงขั้นทำลายมนุษย์หรือไม่ คำตอบคือขึ้นอยู่กับการโปรแกรมของนักพัฒนาเอไอ”   เราเคยพูดถึงหรืออ่านเรื่องราวของปัญญาประดิษฐ์ ที่เรียกกันว่า “เอไอ” หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประโยชน์ของเอไอในภาคธุรกิจและต่อมนุษยชาติ ตลอดจนเอไอจะเข้ามามีบทบาทเป็นมิตรหรือเป็นภัยต่อมนุษย์ ความคิดเห็นที่แตกต่างกันนี้เป็นที่ถกเถียงมานาน สร้างความเคลือบแคลงใจให้ทั้งกับผู้พัฒนาเอไอ และคนทั่วไปอย่างพวกเรา ยิ่งเอไอพัฒนาได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดคำถามว่า ‘วันหนึ่งเอไอจะมีศักยภาพมากพอที่จะทำงานได้เหนือมนุษย์จนทำลายมนุษย์หรือไม่’ มากขึ้นเท่านั้น มนุษย์เราถือกำเนิดขึ้นและใช้เวลายาวนานถึง 2.3 ล้านปี ในการวิวัฒนาการจนมีศักยภาพอย่างในปัจจุบัน เมื่อเปรียบเทียบกับเอไอที่มีต้นกำเนิดเมื่อปี ค.ศ.1956 ภายในระยะเวลาเพียง 62 ปี เท่านั้น เอไอสามารถพัฒนาศักยภาพจนทำงานได้ดีเทียบเท่า หรือเหนือกว่ามนุษย์ในบางด้าน ยกตัวอย่างเช่น Netflix และ Amazon ต้องมีเอไอคอยช่วยแนะนำสินค้า หรือแม้แต่ AlphaGo สามารถเอาชนะแชมป์หมากล้อมระดับโลกที่เป็นมนุษย์ได้ จนอย่างที่เป็นข่าวเผยแพร่ไปทั่วโลก แต่หากถามว่า เอไอจะพัฒนาถึงขั้นทำลายมนุษย์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการโปรแกรมของนักพัฒนาเอไอ ลองคิดว่า หากเราโปรแกรมสั่งให้เอไอพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นได้ มันก็จะทำทุกอย่างเพื่อพัฒนาตัวเองโดยที่ไม่สนความถูกผิด และอาจไปถึงขั้นสร้างโรงผลิตไฟฟ้าเพื่อนำมาเสริมสร้างศักยภาพการทำงานให้ดีขึ้นอีก และหากเราไม่ได้เขียนโปรแกรมให้รักษามนุษย์ไว้ มันอาจทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์เพื่อจำกัดพื้นที่ ทรัพยากร และพลังงานไฟฟ้าให้มีเพียงพอต่อการนำไปพัฒนาให้เก่งขึ้นได้ หากจะลงลึกไปถึงระดับความรู้สึก …

Read more

ทีมแพทย์ไทยสร้างชื่อในเวทีนานาชาติ คว้ารางวัลอันดับ 3 จากการแข่งขันตอบปัญหาเกี่ยวกับโรคผิวหนังระดับโลก หรือ “World Cup of Dermoscopy 2018” ในงาน “The 5th World Congress of Dermoscopy” ณ เมืองเทสซาโลนีกี ประเทศกรีซ เมื่อวันที่ 14 – 16 มิถุนายน ที่ผ่านมา World Cup of Dermoscopy เปรียบเสมือนการแข่งขันโอลิมปิกทางการแพทย์ โดยให้ทีมแพทย์จากประเทศต่างๆ แข่งกันตอบคำถามเกี่ยวกับโรคผิวหนัง ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมแข่งขันกว่า 50 ทีม ในส่วนของทีมแพทย์จากประเทศไทยประกอบด้วย ดร. นพ.สาโรช สุวรรณสุทธิ, พ.ญ.บุษกร มหรรฆานุเคราะห์, ดร.พญ. รัชต์ธร ปัญจประทีป และ ศศิมา เอี่ยมพันธุ์ สามารถสร้างชื่อเสียงได้อย่างน่าภาคภูมิใจ เอาชนะทีมแพทย์จากประเทศออสเตรเลีย อิตาลี และสาธารณรัฐประชาชนจีน จนเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ (Semi-Final) และคว้ารางวัลอันดับ …

Read more

ช่วงนี้หลายคนคงเข้าสู่โหมดนอนดึก ไม่ก็ต้องตื่นกลางดึกเพื่อมาดูฟุตบอลโลก ที่ 4 ปีจะจัดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แน่นอนว่าผู้เข้าแข่งขันของแต่ละทีมต่างก็เตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี เพื่อชิงถ้วยรางวัลในศึกการแข่งขันนี้ ทั้งการฟิตซ้อมร่างกาย ฝึกซ้อมทักษะและทีมเวิร์ค รวมไปถึงการวางแผนรูปแบบการเล่นในแต่ละนัด โดยศึกษาจากข้อมูลสถิติต่างๆ ยกตัวอย่างประเทศชั้นนำในด้านฟุตบอล เช่น เยอรมัน และอังกฤษ ก็ได้มีการนำข้อมูลทั้งที่เป็นวิดีโอและสถิติของนักเตะแต่ละคน รวมถึงรูปแบบการเล่นของทีมต่างๆ มาใช้ในการวิเคราะห์ เพื่อวางแผนกลยุทธ์ในการตอบโต้คู่ต่อสู้ ข้อมูลสถิติการแข่งขันและคุณลักษณะของทีมผู้เล่นไม่เพียงนำมาวางกลยุทธ์ในการแข่งขันได้เท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาใช้ในการทำนายผลฟุตบอลโลกได้อีกด้วย วันนี้ผมจึงขอหยิบยกงานวิจัย 2 ชิ้นที่นำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์และคาดการณ์ผลฟุตบอลโลกในปี 2018 นี้ ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่น่าสนุกและน่าลุ้น เพราะท้ายที่สุดเราจะได้เห็นกันว่างานวิจัยชิ้นไหนทำนายได้แม่นยำมากกว่ากันในวันสิ้นสุดการแข่งขัน 15 ก.ค. นี้ 1. Goldman Sachs’s Prediction นักวิจัยจากสถาบันการเงินชื่อดัง Goldman Sachs ใช้ข้อมูลจากผลการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป และ การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 มาป้อนเข้า โมเดลประมาณ 4 รูปแบบ จำนวน 200,000 โมเดล เพื่อหาตัวแปรสำคัญที่ช่วยทำนายจำนวนประตูที่ยิงกันในแต่ละแมตช์ แล้วคัดกรองตัวแปรมาได้ประมาณ 53 ตัวแปร แบ่งเป็น …

Read more

‘คนเราจะมีพรุ่งนี้ได้อีกกี่วัน?’ คือประโยคจากเนื้อเพลงสุดฮิตติดหูของพี่ตูน Bodyslam และดูจะเป็นคำถามที่ตอบได้ยากพอสมควรด้วย เพราะใครจะไปคาดการณ์ได้ว่าชีวิตที่เหลืออยู่ของแต่ละคนมีอยู่มากน้อยเพียงใด ถึงแม้ว่าเราจะหยิบยกประเด็นเรื่องความตายอันเป็นสัจธรรมของโลกใบนี้ขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวันนี้เราจะมานั่งจับเข่าคุยเพื่อไขข้อข้องใจในเชิงพระพุทธศาสนา (เพราะไม่ได้มีความรู้ลึกซึ้งทางสายนี้) แต่จะมาพูดถึงเทคโลยีที่สามารถคาดการณ์เวลาตายของคนได้ ซึ่งทำขึ้นโดยบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google และมีความแม่นยำสูงถึง 95% เมื่อก่อนถ้าพูดถึง Google เราคงคิดถึงเว็บไซต์ในการค้นหาข้อมูล อีเมล ปฏิทินนัดหมาย และเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการทำงานบนระบบออนไลน์ แต่ทุกวันนี้ Google พัฒนาไปได้ไกลมากขึ้น จนกระทั่งเกิด Google Assistant ที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นผู้ช่วยในการจองคิวร้านต่างๆให้เรา โดยสามารถพูดโต้ตอบกับมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติจนปลายสายแทบไม่รู้เลยว่าคุยกับ AI อยู่ และล่าสุด Google’s Medical Brain เปิดตัวเทคโนโลยี AI ที่สามารถทำนายวันตายของผู้ป่วยในโรงพยาบาลได้ โดยทำการทดสอบในโรงพยาบาล 2 แห่ง ซึ่งผลปรากฏว่า สามารถการคาดการณ์วันเสียชีวิตของผู้ป่วยในโรงพยาบาลแห่งแรกได้แม่นยำเฉลี่ยสูงถึง 95% และแห่งที่ 2 แม่นยำถึง 93% ยกตัวอย่างงานวิจัยเคสผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมรายหนึ่ง โดยการนำเทคโนโลยี AI มาวิเคราะห์ข้อมูลการตรวจรักษาของผู้ป่วย จำนวน 175,639 ข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ พบว่า ผู้ป่วยมีโอกาส …

Read more

เตรียมพบกับ “Cutis.AI” นวัตกรรมตรวจคัดกรองมะเร็งผิวหนังเบื้องต้นที่ไปคว้ารางวัลเหรียญทองนวัตกรรมทางการแพทย์ไกลถึงเมืองเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์มาแล้ว งานนี้บริษัทเซอร์ทิสเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง นำ Cutis.AI แอพพลิเคชั่นบันทึกภาพและประมวลผลด้วยระบบ AI เพื่อช่วยตรวจคัดกรองมะเร็งผิวหนังและอาการผิดปกติทางผิวหนังอื่นๆได้ด้วยตนเอง มาเปิดตัวในนิทรรศการงาน “TECHSAUCE GLOBAL SUMMIT 2018” เสนอไอเดียสร้างสรรค์ของคนไทย สู่ผู้สายตาผู้ร่วมงานทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในวันที่ 22-23 มิถุนายน นี้ ที่บูธหมายเลข SB-08 ชั้น 21 เซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ TECHSAUCE GLOBAL SUMMIT เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและยกระดับระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีหรือ Tech Ecosystem ทั้งของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการเติมเต็มองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักลงทุน และทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน โดยธีมงานในปีนี้คือ ‘Dangerous, Sexy, Epic and Futuristic’ ยกบรรยากาศ Bangkok Night Life ในเมืองกรุงและแสงสียามค่ำคืนมาภายในงาน โดยผสมผสานความเป็น Deep tech และ …

Read more

จากสถิติการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่องในทุกๆปี จึงกล่าวได้ว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า การใส่ใจบริการด้านสุขภาพจึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้สูงวัยมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เทคโนโลยีเอไอก็ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถนำมาช่วยพัฒนาธุรกิจการให้บริการด้านสุขภาพให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล ศูนย์สุขภาพ ธุรกิจประกันภัย หรือแม้แต่ที่พักอาศัย   ในปัจจุบันเราจะเห็นว่าเอไอเริ่มเข้ามามีบทบาทเพื่อช่วยเหลือและพัฒนาสุขภาพในด้านต่างๆมากขึ้น เช่น การพัฒนาการให้บริการดูแลผู้ป่วย การตรวจจับความเคลื่อนไหวและการแจ้งเตือนเมื่อผู้ป่วยเกิดอาการผิดปกติ แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ผมเล็งเห็นว่าเอไอนั้นจะสามารถเข้าไปช่วยและสร้างประโยชน์ได้ โดยเฉพาะเมื่อเรามีอายุมากขึ้น นั่นก็คือการตรวจเช็คสุขภาพซึ่งควรทำอย่างสม่ำเสมอ แต่การรอตรวจเช็คสุขภาพเพียงปีละ 1 ครั้งอย่างที่หลายๆคนทำอาจไม่เพียงพอ เพราะความผิดปกติบางอย่างไม่ได้มีสัญญาณหรืออาการแจ้งเตือนอย่างชัดเจน โรคบางโรคมีความอันตรายต่อชีวิตเป็นอย่างมากเมื่อตรวจพบความผิดปกติล่าช้า ยกตัวอย่างเช่น โรคมะเร็งผิวหนัง เนื่องจากมะเร็งนั้นสามารถพัฒนาและลุกลามได้อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้น การตรวจพบที่ล่าช้าอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตจาก 1% ไปสู่ 80% ได้อย่างรวดเร็ว   ด้วยความสำคัญนี้ ทีมงานของผมจึงได้มีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการสร้างเอไอที่สามารถเรียนรู้ และทำความเข้าใจถึงลักษณะ รูปลักษณ์ของมะเร็งผิวหนัง รวมถึงอาการผิดปกติทางผิวหนังอื่นๆ จนพัฒนาเป็นแอพพลิเคชั่นที่ให้ทุกคนสามารถใช้ตรวจสอบและวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังเบื้องต้นได้ด้วยโทรศัพท์มือถือของตนเอง เมื่อเราตรวจพบอาการผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว ก็จะสามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะสามารถช่วยลดอันตรายและอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ให้น้อยลงได้มากยิ่งขึั้น   เอไอยังมีบทบาทสำคัญในเรื่องของการดูแลผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ที่บ้านได้อีกด้วย โดยการติดตั้งกล้องไว้ตามจุดต่างๆภายในบ้าน เพื่อช่วยสอดส่องความเป็นอยู่และติดตามรูปแบบพฤติกรรมของผู้สูงอายุ รวมถึงคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ เช่น การหมดสติ นอกจากนี้กล้องเอไอยังสามารถตรวจจับกล้ามเนื้อใบหน้าและแขนที่อ่อนแรง หรือแม้แต่สัญญาณที่บ่งบอกถึงอาการของผู้ป่วยหมดสติ โดยหากเอไอจับสัญญาณรูปแบบการพูดที่ผิดปกติ ก็จะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือได้ในทันที อย่างไรก็ตามความเป็นส่วนตัวก็ยังเป็นสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึง วิธีการที่ช่วยได้คือมีการจำกัดการเชื่อมต่อของเอไอกับสัญญาณอินเตอร์เน็ต เพื่อป้องกันข้อมูลภาพและเสียงที่ถูกบันทึกจากภายในบ้านเผยแพร่ออกไปสู่สาธารณะ …

Read more

สมัยที่ผมไปเรียนต่อปริญญาโทด้านโทรคมนาคม มีวิชาบังคับวิชาหนึ่งที่ผมไม่ค่อยสนุกกับมันสักเท่าไหร่ นั่นคือวิชานโยบายกำกับการโทรคมนาคมแต่ละประเทศ ซึ่งเกี่ยวกับการกำหนดกรอบหลักการและทิศทางเพื่อช่วยให้ทำงานได้อย่างมีเป้าหมาย แต่ ณ เวลานั้น เรียกได้ว่าผมเป็นสายวิศวะฯ เต็มตัว จึงยังไม่ค่อยเข้าใจแนวคิดและรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวพอสมควร แต่พอเวลาผ่านไป กอปรกับประสบการณ์การทำงานในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ผมได้เรียนรู้แนวคิดที่หลากหลาย และเริ่มเห็นความสำคัญของการวางนโยบายในการทำงานมากขึ้น ผมเริ่มหันมาชื่นชมแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ที่ใช้หลักการมองด้านการสูญเสียโอกาส (opportunity cost) มาเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของปัญหา รวมถึงการมองขอบเขตของผลกระทบอย่างรอบคอบเพื่อใช้ในการตัดสินใจ (micro vs macro view) ช่วยให้ผมขยายมุมมองความคิดด้านการบริหารและการวางนโยบายให้กับบริษัทที่ทำอยู่ รวมถึงงานที่ปรึกษานโยบายในระดับประเทศด้วย จากสิ่งที่ได้เรียนรู้มาทำให้ทราบว่า สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาทุกครั้งในการวางแผนหรือนโยบายต่างๆ นั่นก็คือจะต้องคำนึงถึงผลที่ตามมา (implications) และกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องที่จะได้รับผลกระทบนั้น (stakeholders) ซึ่งแนวคิดนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการวางนโยบายเรื่องต่างๆ รวมไปถึงการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ก็เช่นกัน ถึงแม้ว่าเทคโนโลยี AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างคุณค่าจากการนำข้อมูลมาใช้ ทำให้เกิด automation มากขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการทำงานในวงกว้าง รวมถึงก่อให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจ (อ่านเพิ่มเติมว่า AI ทำอะไรได้บ้าง จากบทความ1,2,3) แต่การนำ AI มาใช้ก็ควรกำหนดนโยบายหรือทิศทางในการทำงานเช่นกัน โดยสามารถใช้วิธีมองผลกระทบที่จะตามมาในหลากหลายมิติ ซึ่งอาจทำให้เราเกิดคำถามที่ต้องคิดหรือวางแผนเตรียมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น …

Read more
Page 1 of 4 1234