CALL US: 02 001 1893
597/5 Sukhumvit Road, Wattana, Bangkok, Thailand

Articles

Home » Articles

ช่วงนี้หลายคนคงเข้าสู่โหมดนอนดึก ไม่ก็ต้องตื่นกลางดึกเพื่อมาดูฟุตบอลโลก ที่ 4 ปีจะจัดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แน่นอนว่าผู้เข้าแข่งขันของแต่ละทีมต่างก็เตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี เพื่อชิงถ้วยรางวัลในศึกการแข่งขันนี้ ทั้งการฟิตซ้อมร่างกาย ฝึกซ้อมทักษะและทีมเวิร์ค รวมไปถึงการวางแผนรูปแบบการเล่นในแต่ละนัด โดยศึกษาจากข้อมูลสถิติต่างๆ ยกตัวอย่างประเทศชั้นนำในด้านฟุตบอล เช่น เยอรมัน และอังกฤษ ก็ได้มีการนำข้อมูลทั้งที่เป็นวิดีโอและสถิติของนักเตะแต่ละคน รวมถึงรูปแบบการเล่นของทีมต่างๆ มาใช้ในการวิเคราะห์ เพื่อวางแผนกลยุทธ์ในการตอบโต้คู่ต่อสู้ ข้อมูลสถิติการแข่งขันและคุณลักษณะของทีมผู้เล่นไม่เพียงนำมาวางกลยุทธ์ในการแข่งขันได้เท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาใช้ในการทำนายผลฟุตบอลโลกได้อีกด้วย วันนี้ผมจึงขอหยิบยกงานวิจัย 2 ชิ้นที่นำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์และคาดการณ์ผลฟุตบอลโลกในปี 2018 นี้ ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่น่าสนุกและน่าลุ้น เพราะท้ายที่สุดเราจะได้เห็นกันว่างานวิจัยชิ้นไหนทำนายได้แม่นยำมากกว่ากันในวันสิ้นสุดการแข่งขัน 15 ก.ค. นี้ 1. Goldman Sachs’s Prediction นักวิจัยจากสถาบันการเงินชื่อดัง Goldman Sachs ใช้ข้อมูลจากผลการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป และ การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 มาป้อนเข้า โมเดลประมาณ 4 รูปแบบ จำนวน 200,000 โมเดล เพื่อหาตัวแปรสำคัญที่ช่วยทำนายจำนวนประตูที่ยิงกันในแต่ละแมตช์ แล้วคัดกรองตัวแปรมาได้ประมาณ 53 ตัวแปร แบ่งเป็น …

Read more

‘คนเราจะมีพรุ่งนี้ได้อีกกี่วัน?’ คือประโยคจากเนื้อเพลงสุดฮิตติดหูของพี่ตูน Bodyslam และดูจะเป็นคำถามที่ตอบได้ยากพอสมควรด้วย เพราะใครจะไปคาดการณ์ได้ว่าชีวิตที่เหลืออยู่ของแต่ละคนมีอยู่มากน้อยเพียงใด ถึงแม้ว่าเราจะหยิบยกประเด็นเรื่องความตายอันเป็นสัจธรรมของโลกใบนี้ขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวันนี้เราจะมานั่งจับเข่าคุยเพื่อไขข้อข้องใจในเชิงพระพุทธศาสนา (เพราะไม่ได้มีความรู้ลึกซึ้งทางสายนี้) แต่จะมาพูดถึงเทคโลยีที่สามารถคาดการณ์เวลาตายของคนได้ ซึ่งทำขึ้นโดยบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google และมีความแม่นยำสูงถึง 95% เมื่อก่อนถ้าพูดถึง Google เราคงคิดถึงเว็บไซต์ในการค้นหาข้อมูล อีเมล ปฏิทินนัดหมาย และเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการทำงานบนระบบออนไลน์ แต่ทุกวันนี้ Google พัฒนาไปได้ไกลมากขึ้น จนกระทั่งเกิด Google Assistant ที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นผู้ช่วยในการจองคิวร้านต่างๆให้เรา โดยสามารถพูดโต้ตอบกับมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติจนปลายสายแทบไม่รู้เลยว่าคุยกับ AI อยู่ และล่าสุด Google’s Medical Brain เปิดตัวเทคโนโลยี AI ที่สามารถทำนายวันตายของผู้ป่วยในโรงพยาบาลได้ โดยทำการทดสอบในโรงพยาบาล 2 แห่ง ซึ่งผลปรากฏว่า สามารถการคาดการณ์วันเสียชีวิตของผู้ป่วยในโรงพยาบาลแห่งแรกได้แม่นยำเฉลี่ยสูงถึง 95% และแห่งที่ 2 แม่นยำถึง 93% ยกตัวอย่างงานวิจัยเคสผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมรายหนึ่ง โดยการนำเทคโนโลยี AI มาวิเคราะห์ข้อมูลการตรวจรักษาของผู้ป่วย จำนวน 175,639 ข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ พบว่า ผู้ป่วยมีโอกาส …

Read more

จากสถิติการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่องในทุกๆปี จึงกล่าวได้ว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า การใส่ใจบริการด้านสุขภาพจึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้สูงวัยมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เทคโนโลยีเอไอก็ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถนำมาช่วยพัฒนาธุรกิจการให้บริการด้านสุขภาพให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล ศูนย์สุขภาพ ธุรกิจประกันภัย หรือแม้แต่ที่พักอาศัย   ในปัจจุบันเราจะเห็นว่าเอไอเริ่มเข้ามามีบทบาทเพื่อช่วยเหลือและพัฒนาสุขภาพในด้านต่างๆมากขึ้น เช่น การพัฒนาการให้บริการดูแลผู้ป่วย การตรวจจับความเคลื่อนไหวและการแจ้งเตือนเมื่อผู้ป่วยเกิดอาการผิดปกติ แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ผมเล็งเห็นว่าเอไอนั้นจะสามารถเข้าไปช่วยและสร้างประโยชน์ได้ โดยเฉพาะเมื่อเรามีอายุมากขึ้น นั่นก็คือการตรวจเช็คสุขภาพซึ่งควรทำอย่างสม่ำเสมอ แต่การรอตรวจเช็คสุขภาพเพียงปีละ 1 ครั้งอย่างที่หลายๆคนทำอาจไม่เพียงพอ เพราะความผิดปกติบางอย่างไม่ได้มีสัญญาณหรืออาการแจ้งเตือนอย่างชัดเจน โรคบางโรคมีความอันตรายต่อชีวิตเป็นอย่างมากเมื่อตรวจพบความผิดปกติล่าช้า ยกตัวอย่างเช่น โรคมะเร็งผิวหนัง เนื่องจากมะเร็งนั้นสามารถพัฒนาและลุกลามได้อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้น การตรวจพบที่ล่าช้าอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตจาก 1% ไปสู่ 80% ได้อย่างรวดเร็ว   ด้วยความสำคัญนี้ ทีมงานของผมจึงได้มีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการสร้างเอไอที่สามารถเรียนรู้ และทำความเข้าใจถึงลักษณะ รูปลักษณ์ของมะเร็งผิวหนัง รวมถึงอาการผิดปกติทางผิวหนังอื่นๆ จนพัฒนาเป็นแอพพลิเคชั่นที่ให้ทุกคนสามารถใช้ตรวจสอบและวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังเบื้องต้นได้ด้วยโทรศัพท์มือถือของตนเอง เมื่อเราตรวจพบอาการผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว ก็จะสามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะสามารถช่วยลดอันตรายและอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ให้น้อยลงได้มากยิ่งขึั้น   เอไอยังมีบทบาทสำคัญในเรื่องของการดูแลผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ที่บ้านได้อีกด้วย โดยการติดตั้งกล้องไว้ตามจุดต่างๆภายในบ้าน เพื่อช่วยสอดส่องความเป็นอยู่และติดตามรูปแบบพฤติกรรมของผู้สูงอายุ รวมถึงคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ เช่น การหมดสติ นอกจากนี้กล้องเอไอยังสามารถตรวจจับกล้ามเนื้อใบหน้าและแขนที่อ่อนแรง หรือแม้แต่สัญญาณที่บ่งบอกถึงอาการของผู้ป่วยหมดสติ โดยหากเอไอจับสัญญาณรูปแบบการพูดที่ผิดปกติ ก็จะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือได้ในทันที อย่างไรก็ตามความเป็นส่วนตัวก็ยังเป็นสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึง วิธีการที่ช่วยได้คือมีการจำกัดการเชื่อมต่อของเอไอกับสัญญาณอินเตอร์เน็ต เพื่อป้องกันข้อมูลภาพและเสียงที่ถูกบันทึกจากภายในบ้านเผยแพร่ออกไปสู่สาธารณะ …

Read more

สมัยที่ผมไปเรียนต่อปริญญาโทด้านโทรคมนาคม มีวิชาบังคับวิชาหนึ่งที่ผมไม่ค่อยสนุกกับมันสักเท่าไหร่ นั่นคือวิชานโยบายกำกับการโทรคมนาคมแต่ละประเทศ ซึ่งเกี่ยวกับการกำหนดกรอบหลักการและทิศทางเพื่อช่วยให้ทำงานได้อย่างมีเป้าหมาย แต่ ณ เวลานั้น เรียกได้ว่าผมเป็นสายวิศวะฯ เต็มตัว จึงยังไม่ค่อยเข้าใจแนวคิดและรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวพอสมควร แต่พอเวลาผ่านไป กอปรกับประสบการณ์การทำงานในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ผมได้เรียนรู้แนวคิดที่หลากหลาย และเริ่มเห็นความสำคัญของการวางนโยบายในการทำงานมากขึ้น ผมเริ่มหันมาชื่นชมแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ที่ใช้หลักการมองด้านการสูญเสียโอกาส (opportunity cost) มาเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของปัญหา รวมถึงการมองขอบเขตของผลกระทบอย่างรอบคอบเพื่อใช้ในการตัดสินใจ (micro vs macro view) ช่วยให้ผมขยายมุมมองความคิดด้านการบริหารและการวางนโยบายให้กับบริษัทที่ทำอยู่ รวมถึงงานที่ปรึกษานโยบายในระดับประเทศด้วย จากสิ่งที่ได้เรียนรู้มาทำให้ทราบว่า สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาทุกครั้งในการวางแผนหรือนโยบายต่างๆ นั่นก็คือจะต้องคำนึงถึงผลที่ตามมา (implications) และกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องที่จะได้รับผลกระทบนั้น (stakeholders) ซึ่งแนวคิดนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการวางนโยบายเรื่องต่างๆ รวมไปถึงการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ก็เช่นกัน ถึงแม้ว่าเทคโนโลยี AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างคุณค่าจากการนำข้อมูลมาใช้ ทำให้เกิด automation มากขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการทำงานในวงกว้าง รวมถึงก่อให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจ (อ่านเพิ่มเติมว่า AI ทำอะไรได้บ้าง จากบทความ1,2,3) แต่การนำ AI มาใช้ก็ควรกำหนดนโยบายหรือทิศทางในการทำงานเช่นกัน โดยสามารถใช้วิธีมองผลกระทบที่จะตามมาในหลากหลายมิติ ซึ่งอาจทำให้เราเกิดคำถามที่ต้องคิดหรือวางแผนเตรียมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น …

Read more

เป็นที่รู้กันดีว่า Big Data ส่งผลกระทบต่อแทบทุกวงการธุรกิจ ข้อมูลที่มากมายมหาศาลนั้นมีประโยชน์ก็จริง แต่การประมวลผลข้อมูลจำนวนมากนี้โดยมนุษย์เพียงอย่างเดียวก็คงต้องใช้เวลามากขึ้นด้วย ปัจจุบันจึงมีเทคโนโลยีอย่าง AI หรือปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจ ซึ่งหลากหลายวงการก็นำสิ่งเหล่านี้มาใช้ เช่น Netflix ใช้ AI ในการช่วยคัดสรรค์ Content ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และ Amazon ที่ใช้ AI ช่วยอ่านคอมเมนต์สินค้าและรีวิวต่างๆ แล้ววิเคราะห์ความต้องการและความคิดเห็นออกมา รวมถึงแยกสแปมและรีวิวปลอมออก ไม่ให้มารบกวนหรือบิดเบือนข้อมูลที่เป็นประโยชน์และความคิดเห็นที่แท้จริงจากผู้บริโภคได้ เป็นต้น จนทำให้หลายๆคนเริ่มกังวลว่าสิ่งเหล่านี้จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์หรือไม่ คำตอบคือ ไม่เสียทีเดียว เพราะแนวคิด ความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของมนุษย์ยังคงเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อย ฉะนั้นไม่ใช่แค่ AI จะกลืนกินหน้าที่การงานของมนุษย์ แต่ AI ยังสร้างอาชีพใหม่ๆให้เติบโตไปกับมันได้ด้วย จากรายงานฉบับใหม่ของ Gartner ระบุว่า ในปี 2020 แม้ว่า AI จะลดการจ้างงานไป 1.8 ล้านตำแหน่ง แต่ก็จะสร้างงานใหม่ได้ 2.3 ล้านตำแหน่ง Peter Sondergaard หัวหน้านักวิจัยของ Gartner คาดการณ์ว่า …

Read more

คำว่า Thailand 4.0 เป็นคำที่คนยุคนี้คุ้นหูคุ้นตากันดีอยู่แล้ว แต่เราจะทำอย่างไรให้คนรู้จักพัฒนาตัวเองไปสู่จุดนั้น เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเราอย่างแทบจะเรียกได้ว่า “เต็มรูปแบบ” ทั้งกระแส Big Data และเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence, ปัญญาประดิษฐ์) ก็ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า เราจะต้องทำตัวยังไง องค์กรจะต้องปรับตัวอย่างไร และประเทศเราจะทำอะไรกับสิ่งเหล่านี้บ้าง หากเรามองย้อนไปถึงผลกระทบที่เคยเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกจะพบว่า ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 ระบบไอน้ำได้เข้ามาแทนที่อุตสาหกรรมการผลิตและการทอผ้า การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 ระบบไฟฟ้าทำให้คนมีไฟและมีโทรศัพท์ใช้ รวมถึงการผลิตปริมาณมากมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตทำให้การประมวลข้อมูลและการสื่อสารฉับไวมากขึ้น การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เป็นยุคที่เทคโนโลยีที่ชาญฉลาดอย่าง AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายและสิ่งที่อยู่รอบตัวในชีวิตประจำวันทั้งในโลกดิจิทัลและโลกทางกายภาพ การปฏิวัติครั้งนี้เป็นยุคที่ข้อมูลเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ช่วยให้เทคโนโลยีฉลาด ช่วยให้คนทำงานและตัดสินใจได้ดีขึ้น เป็นยุคที่ความรู้ในการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นตัวคัดกรองแรงงานที่มีคุณภาพ รวมถึงองค์กรหรือประเทศที่มีความสามารถออกจากคู่แข่งรายอื่นๆ   บทเรียนที่เราได้เห็นจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมทั้งหมดที่กล่าวมาคือ หากองค์กรไม่ปรับตัวและรู้จักประเมินความเร็วในการยอมรับการเข้ามาของเทคโนโลยี ก็จะพ่ายแพ้การแข่งขันหรืออาจสูญเสียธุรกิจได้ (ตัวอย่างเช่น Blockbuster vs Netflix, Kodak vs Digital Camera) ถึงแม้กระแสของ Thailand 4.0 จะมาแรง และหลายองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนได้มองเห็นถึงความสำคัญ …

Read more

บทความโดย ธัชกรณ์ วชิรมน CEO Sertis   ไม่นานข้อมูลจะกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกบริษัทขาดไม่ได้ หากพูดถึงสิ่งที่เป็นกระแสในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง “ดาต้าไซน์” และเทคโนโลยีอันชาญฉลาดอย่าง “เอไอ” ซึ่งถือเป็นตัวช่วยสำคัญในการพัฒนาศักยภาพขององค์กร พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในโลกยุคดิจิทัล ผมมองว่าหากรู้จักนำศาสตร์ดังกล่าวมาใช้ในการขับเคลื่อนองค์กร จะสามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างมหาศาล ดังตัวอย่าง 5 ข้อต่อไปนี้ 1.ทำนายหรือคาดการณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำขึ้น ดาต้าไซน์จะช่วยให้คาดการณ์และมองเห็นโอกาสที่กว้างไกลกว่าเดิมจากข้อมูลที่มีอยู่ ทั้งในเรื่องของราคา ทิศทางของเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลง หรือแม้แต่มองเห็นทำเลที่ได้เปรียบและเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้คว้าโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เหล่านี้ได้ก่อนใคร 2.รู้จักและเข้าใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น การทำธุรกิจคือการสร้างความพึงพอใจที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งสามารถทำได้โดยการนำข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ เช่น เน็ตฟลิกซ์ และ อะเมซอน ที่นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการให้บริการจนประสบผลสำเร็จและเป็นผู้นำในตลาด ธุรกิจอื่นๆ เช่น ธนาคาร ร้านค้าหรือร้านอาหารก็สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน เช่น การนำระบบการจับภาพเคลื่อนไหว และระบบจดจำใบหน้ามาใช้เก็บข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้าในร้าน หรือใช้ตรวจสอบคุณภาพการให้บริการของพนักงาน แล้วนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงพัฒนาคุณภาพธุรกิจให้เหมาะสม 3.สื่อสารได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจคือการเชิญชวนให้ลูกค้ายอมจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้า การทำการตลาดแบบเดิมด้วยการโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์หรือสิ่งพิมพ์ที่ไม่ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจนอาจยังคงสร้างผลลัพธ์ที่ดี แต่วิธีนี้ไม่ใช่วิธีที่เป็นมิตรต่องบประมาณ อีกทั้งการเข้ามามีบทบาทของสื่อดิจิทัลยังส่งผลให้ผู้ชมที่เสพสื่อผ่านโทรทัศน์มีจำนวนน้อยลง ตรงนี้เองที่ทำให้แมชชีนเลิร์นนิง และ ออโตเมชั่นเข้ามามีบทบาทในวงการโฆษณาแทนที่สื่อดั้งเดิม เพราะนอกจากจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า ยังสามารถกำหนดกลุ่มลูกค้าและเลือกช่องทางการโฆษณาได้ดีกว่าอีกด้วย 4.ลดค่าดำเนินการ การคาดการณ์ที่แม่นยำขึ้นจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยลง และส่งผลให้ธุรกิจมีกำไรเพิ่มขึ้นจากค่าดำเนินการที่เกิดจากข้อผิดพลาดลดลง ตัวอย่างเช่น การนำข้อมูลมาใช้เพื่อเลือกทำเลในการเพิ่มสาขาร้านค้าและการคาดการณ์ยอดขายที่แม่นยำ จะช่วยให้การจัดการสินค้าและการขนส่งมีประสิทธิภาพดีขึ้น พร้อมทั้งลดค่าจัดการสินค้าและค่าเสียหายจากสินค้าค้างสต๊อก 5.พัฒนาทรัพยากรบุคคล บุคคลากรคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของทุกบริษัท การเลือกคนที่เหมาะสมเข้าทำงานจะทำให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการเลือก “คนที่ใช่” ทำได้โดยการนำข้อมูลของคนเหล่านั้นมาวิเคราะห์ตั้งแต่ขั้นตอนการรับสมัครงาน ซึ่งจะทำให้รู้ถึงทักษะและประสิทธิภาพตลอดจนรูปแบบการทำงานที่ผู้เข้าสมัครต้องการได้มากขึ้น ถือเป็นการเพิ่มความมั่นใจว่าจะได้คนที่ใช่และผู้สมัครเองก็อยากจะร่วมงานกับบริษัท นอกจากนี้ยังสามารถนำข้อมูลการทำงานของพนักงานมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาความสามารถของพวกเขาให้ตรงจุด ตลอดจนปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้เหมาะกับพนักงานแต่ละคน …

Read more

“ใครเป็นสาวกบอร์ดเกมยกมือขึ้น! ที่ Sertis มีให้คุณเพียบ” นอกจากการดูหนัง ฟังเพลง ท่องเที่ยว ตีกอล์ฟ ดำน้ำ ปลูกปะการัง เพื่อแก้เบื่อและคลายความเครียดแล้ว การเล่นเกมยังเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เรียกได้ว่าเป็นที่นิยมอย่างมากทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งเกมประเภทหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้เกมชนิดอื่นๆก็คือ “บอร์ดเกม (Board Game)” ที่ไม่ได้มีดีแค่สนุกและคลายเครียดเท่านั้น แต่มีประโยชน์อีกหลายอย่างที่เราต่างก็คาดไม่ถึง วันนี้จึงขอยกเอาประโยชน์อันน่าทึ่งของการเล่นบอร์ดเกมมาทั้งหมด 6 ข้อ ต่อไปนี้ 1. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง การเล่นบอร์ดเกมถือเป็นกิจกรรมฝึกสมองที่ยอดเยี่ยม เพราะสามารถช่วยพัฒนาสมองให้คิดได้อย่างซับซ้อน ช่วยพัฒนาความจำ พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ นอกจากนี้ บอร์ดเกมยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นอัลไซเมอร์ของผู้สูงวัย พัตนาสุขภาพ จิตของเด็ก และยังทำให้วัยรุ่นเป็นคนที่ฉลาดขึ้นอีกด้วย 2. ได้ฝึกตั้งเป้าหมายเพื่อนำไปสู่ชัยชนะ และฝึกความอดทน ถ้าคุณต้องการจะเอาชนะในศึกของบอร์ดเกมก็ต้องรู้จักฝึกวางกลยุทธ์ให้ดี รวมถึงฝึกความอดทน ค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้ได้รับชัยชนะ ซึ่งเราสามารถเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้โดยไม่กดดัน แถมยังได้สนุกกับการแข่งขันขณะที่เรากำลังเล่นบอร์ดเกมอีกด้วย 3. สร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและเหนียวแน่น คุณคงไม่เคยเห็นใครนั่งเล่นบอร์ดเกมคนเดียวสักเท่าไหร่ เพราะแน่นอนว่าส่วนใหญ่แล้วมันถูกออกแบบมาให้เล่นเป็นทีม ยิ่งร่วมมือกันยิ่งมันส์ ยิ่งทำให้เกมสนุกขึ้น บอร์ดเกมสามารถรวมคนกลุ่มต่างๆมาอยู่ร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็น คนแปลกหน้า เพื่อนเก่า หรือเพื่อนที่ทำงาน แต่ประเด็นนี้ไม่ได้สำคัญสักเท่าไหร่ เพราะสิ่งสำคัญคือคุณได้สร้างมิติใหม่ในความสัมพันธ์ ได้เจอคนที่มีกิจกรรมยามว่างเหมือนกัน …

Read more

ช่วงนี้กระแสย้อนยุคกำลังมาแรง ผมเลยอยากนึกย้อนวัยไปกับเขาบ้าง แต่คงไปไม่ถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา (เพราะคาดว่ายังไม่เกิด) ฉะนั้นขอย้อนไปแค่ในวัยเด็กของผมก็พอ เมื่อย้อนคิดไปถึงสมัยนั้น มีคำถามประเภทหนึ่งที่ผมไม่ชอบที่สุดคือคำถามที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ทำไม” (Why?) หรือ “เพื่ออะไร” (What for?) สาเหตุก็เพราะเวลาต้องเจอคำถามประเภทนี้ตอนทำข้อสอบหรือทำการบ้านมักจะไม่ค่อยมีคำตอบชัดเจนในหนังสือที่อ่าน ต้องใช้ความคิดไตร่ตรองหาเหตุผลหรือคำอธิบายที่จะสอดคล้องกับสิ่งที่อ่านมา แล้วค่อยกลั่นกรองเป็นคำตอบอีกที ตอนนั้นทุกคนมักจะถูกสอนให้ตอบคำถามประเภท “อะไรคือ…?” (What is?) ที่ถามหาสิ่งที่อยู่ในหนังสือหรือที่ครูสอนให้ฟังเสียส่วนใหญ่ เราเลยขาดทักษะในการตอบคำถามว่า “ทำไม” และ “อย่างไร” ไปโดยปริยาย พอเริ่มโตขึ้นมาอีก ผมได้มีโอกาสไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ จึงได้เริ่มเข้าใจถึงความแตกต่างในเชิงความคิดของชาวต่างชาติมากขึ้น ตัวผมเองจบวิศวกรรมไฟฟ้า และได้มีโอกาสเรียนต่อและทำงานในสายโทรคมนาคมที่อเมริกา ได้รู้จักเพื่อนร่วมงานที่มีความสามารถซึ่งส่วนใหญ่จบปริญญาตรี แต่พวกเขาเหล่านั้นมีความคิดและความเข้าใจในเชิงเทคนิคอย่างลึกซึ้ง จนผมอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดเขาจึงสามารถพัฒนาความคิดได้ดีมากขนาดนี้ สุดท้ายผมก็ได้คำตอบว่า การศึกษาของเขาสนับสนุนให้ทั้งตั้งและตอบคำถามว่า “ทำไม?” และยังเน้นทักษะการอ่านและคิดแบบ Critical Thinking มีการใช้เหตุผลในการสนับสนุนความคิดอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาความเข้าใจเนื้อหาต่างๆ ได้ดีมากกว่าการจำเพียงอย่างเดียว (ยืนยันได้จากการเจอกับตัวตอนทำข้อสอบเขียนเรียงความหรือ Essay ที่ต่างประเทศ) ถ้าจะพูดกันจริงๆ (อย่างเป็นข้ออ้าง) ก็รู้สึกว่าตัวเองถูกสอนมาอย่างไม่พร้อมที่จะพัฒนากระบวนการคิดและสร้างองค์ความรู้ ตอนนั้นผมเลยเริ่มชื่นชมคำถามที่ต้องการหาเหตุผล อย่าง “ทำไม” มากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ถือเป็นคำถามสำคัญสำหรับงานด้านวิทยาศาสตร์และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ช่วงการทำงานกว่า …

Read more

ถ้าพูดถึงการทำสมาธิ (Meditation) เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เราคงคิดว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลัทธิหรือศาสนาเท่านั้น ใครจะคาดคิดว่าปัจจุบันการนั่งสมาธิจะเชื่อมโยงเข้ากับความเป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ หลากหลายผลการวิจัยทั่วโลก แสดงให้เห็นว่าการทำสมาธิส่งผลในเชิงบวกทั้งกับร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองให้ดียิ่งขึ้น กลุ่มนักประสาทวิทยา (Neuroscientist) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ทำการทดลองโดยนำกลุ่มตัวอย่างจำนวน 16 คน มาเข้าคอร์สการทำสมาธิโดยสอดแทรกการทำสมาธิอยู่ในหลากหลายกิจกรรมในแต่ละวัน ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ โดยศาสตราจารย์ซาร่า ลาซาร์ (Sara Lazar, Ph.D.) นักประสาทวิทยาด้านโยคะและการทำสมาธิ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด รายงานผลการทดลองภายหลังจากการสแกนสมองผู้เข้าร่วมกิจกรรมด้วยเครื่อง MRI พบว่าสมองเนื้อเทา (Grey matter) ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ของเซลล์ประสาทจะหนาขึ้น โดยบริเวณดังกล่าวมีส่วนช่วยในการเรียนรู้และจดจำ รวมถึงพัฒนาการด้านอารมณ์และการรับรู้อีกด้วย นอกจากนี้ การทำสมาธิติดต่อกันในระยะยาว (Long-term meditation) ยังส่งผลให้สมองเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด จากงานวิจัยของ ริชาร์ด เดวิดสัน (Richard Davidson) นักประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ได้ทำการสแกนสมองพระธิเบตที่ฝึกสมาธิมาเป็นเวลา 20-30 ปี พบว่าสมองเนื้อเทามีการขยายตัวมากและคลื่นสมองเคลื่อนตัวช้าและสม่ำเสมอมากขึ้น เรียกว่าคลื่นแกมม่า (Gamma waves) โดยจะพบเฉพาะในคนที่จิตเป็นสมาธิอย่างลุ่มลึกเท่านั้น ผลการทดลองเหล่านี้ทำให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของสมอง …

Read more
Page 4 of 6 First page...23456