CALL US: 02 001 1893
597/5 Sukhumvit Road, Wattana, Bangkok, Thailand

Artificial Intelligence

Home » Artificial Intelligence

บทความโดยคุณธัชกรณ์ วชิรมน CEO บริษัท เซอร์ทิส จำกัด เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอเข้ามามีบทบาทต่อการสร้างประโยชน์ให้กับหลายภาคส่วน รวมถึงด้านการพัฒนาการศึกษา ทุกครั้งที่มีการกล่าวถึงเรื่องนี้ ก็มักจะเกิดคำถามตามมาว่า เอไอจะเข้ามาแทนที่การทำงานของอาชีพครูหรือไม่ สำหรับเซอร์ทิสกลับมองว่า เอไอจะยังไม่สามารถเข้ามาแทนที่อาชีพครูได้ แต่ในทางตรงกันข้าม กลับเข้ามาช่วยให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถทำงานได้ง่ายและเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในช่วงหลายปีมานี้ เรามักจะเห็นความร่วมมือระหว่างบริษัทไอทีกับองค์กรด้านการศึกษา ผ่านความร่วมมือในหลากหลายโปรเจ็คทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเดียวกันในการยกระดับคุณภาพของระบบการศึกษา ช่วยลดการใช้เวลากับภาระงานที่ต้องทำซ้ำๆ (routine works) ของครู เช่น การช่วยตรวจการบ้านและข้อสอบ โดยระบบคอมพิวเตอร์จะสามารถช่วยตรวจสอบความถูกต้องและนับคะแนน พร้อมทั้งเทียบเคียงคำตอบของนักเรียนแต่ละคนว่ามีความเหมือนหรือใกล้เคียงกัน (similarity) มากน้อยเพียงใด เพื่อช่วยลดปัญหาการทุจริตของนักเรียนระหว่างการทำข้อสอบ รวมถึงตรวจการคัดลอกข้อมูล (plagiarism) เพื่อเพิ่มคุณภาพของผลการวิจัยและบทความวิชาการสาขาต่างๆ ได้อีกด้วย อีกทั้ง ระบบยังสามารถช่วยคัดเลือก (generate) ข้อสอบหรือแบบฝึกหัดให้เหมาะสมกับนักเรียนแบบรายบุคคล (personalized) ตามเงื่อนไขความแตกต่างด้านทักษะ ความถนัด และความสามารถของผู้เรียนแต่ละคน เช่น โปรแกรม Data and Impact Assessment, Monitoring, and Development System (DIAMONDS) …

Read more

บทความโดยคุณธัชกรณ์ วชิรมน CEO บริษัท เซอร์ทิส จำกัด ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้า ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจ และรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในสังคมเป็นอย่างมาก โดยการพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัยหลายรูปแบบ รวมถึงการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (Artificial Intelligence-AI) ยังคงเป็นสิ่งที่อยู่ในความสนใจของทั้งไทยและต่างประเทศต่อการนำมาประยุกต์ใช้กันแพร่หลาย “เทคโนโลยีตรวจสอบและจดจำใบหน้า (Face Recognition)” เป็นระบบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบุ และยืนยันอัตลักษณ์บุคคลด้วยความรวดเร็ว แม่นยำ และสามารถเพิ่มโอกาสในการต่อยอดความสำเร็จให้หลากหลายแวดวงธุรกิจได้ด้วย เทคโนโลยีตรวจสอบและจดจำใบหน้า คือ ความก้าวหน้าของการพัฒนาศักยภาพการทำงานเอไอด้วยระบบ แมชชีน เลิร์นนิ่ง (Machine Learning) สร้างเป็นระบบประมวลผลที่สามารถตรวจจับใบหน้า (detect) และระบุตัวตน (identify) ได้ทั้งลักษณะภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวที่ถูกบันทึกไว้ ตลอดจนการเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์ (real time) ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยี Face Recognition มาใช้ด้านต่างๆ ทั้งระบบรักษาความปลอดภัย และเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการ เพื่อสร้างประสบการณ์และต่อยอดสู่การตลาดในรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสมต่อไป หลักการทำงานของ Face Recognition คือ การสร้างโมเดลการอ้างอิง ที่เรียกว่า “faceprint” …

Read more

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา นักพัฒนาเทคโนโลยีต่างเชื่อมั่นว่าการคิดค้นและสร้างสรรค์นวัตกรรมคือหนทางสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคมที่จะนำมาซึ่งความมั่นคงของประเทศ และหากเรามองย้อนไปอีกก็จะพบว่าสิ่งสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกความสำเร็จมักจะมาจากการได้รับการศึกษาที่ดีและเหมาะสมที่เอื้อประโยชน์ให้บุคคลสามารถพัฒนาตนเองและสร้างสรรค์ผลงานจนเป็นที่ยอมรับและต่อยอดสู่การขับเคลื่อนสังคมได้ในภาพรวม สำหรับหัวข้อนี้จะกล่าวถึงการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (Artificial Intelligence – AI) เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านการศึกษาที่จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต ประโยชน์ของปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ต่อการพัฒนาระบบการศึกษาที่เห็นได้ชัดเจนคือการเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของครูและอาจารย์ในการลดปริมาณภาระงานที่มักจะต้องทำซ้ำๆ และใช้เวลานาน (repetitive tasks) เช่น งานเอกสาร การตรวจการบ้าน การตรวจให้คะแนนข้อสอบทั้งแบบตัวเลือก (Multiple Choice) และการเขียนตอบ โดยนักพัฒนาจะใช้เทคโนโลยี Machine Learning เพื่อป้อนข้อมูลให้เอไอเรียนรู้และอ้างอิงการให้คะแนนจากรูปแบบ (pattern) ของชุดคำตอบที่ถูกต้อง รวมถึงสามารถตรวจจับการคัดลอก (Plagiarism) และการทุจริตในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้บุคลากรทางการศึกษาสามารถลดต้นทุนด้านเวลาและหันมาให้ความสำคัญกับการให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวกับนักเรียนในการทำความเข้าใจบทเรียนและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่มีความซับซ้อนได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้ง เอไอยังช่วยสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การปรับรูปแบบการเรียนการสอน และการพัฒนาสื่อการสอนใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับความรู้และเงื่อนไขของนักเรียนได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถวิเคราะห์ผลสำเร็จและแก้ไขความบกพร่องในหลักสูตร ช่วยให้นักเรียนเข้าถึงความก้าวหน้าของตนและสิ่งที่ยังต้องปรับปรุงได้อย่างรวดเร็ว นำไปสู่การสร้างสรรค์เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละกลุ่ม และอาจจะสามารถไปถึงการปรับบทเรียนให้เข้ากับผู้เรียนแบบรายบุคคล (Personalized) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดได้ และยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการพัฒนาสื่อการสอนในบางเนื้อหาวิชาที่อาจจะต้องอาศัยการเรียนรู้เพิ่มเติมที่ไม่ได้มีการเปิดสอนตามปกติอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การพัฒนาเอไอยังเป็นทางออกที่ดีสำหรับนักเรียนที่มีความผิดปกติที่การศึกษาในหลักสูตรปกติอาจจะไม่เหมาะสมกับเงื่อนไขของพวกเขา อาทิ เด็กที่ป่วยเป็นโรคดิสเล็กเซีย (Dyslexia) …

Read more

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน หลังจากที่เราเริ่มเห็นเทรนด์ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (Artificial Intelligence – AI) ที่เข้ามามีบทบาทกับการดำเนินธุรกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วันนี้ผมเลยอยากจะพูดถึงการนำเอไอมาใช้ประโยชน์ในมิติของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ที่กำลังอยู่ในความสนใจและถูกตั้งไว้เป็นเป้าหมายของผลการดำเนินงานและมาตรฐานของทั้งภาคอุตสาหกรรมและการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศทั่วโลกกันครับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เป็นกรอบการพัฒนาที่บูรณาการ 17 เป้าหมายในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านต่างๆ ภายใต้การกำหนดข้อตกลงร่วมกันในระดับนานาชาติที่นำโดยองค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) โดยหวังว่าจะสามารถสร้างอนาคตและความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับประชากรโลกทั้งมิติการแก้ไขปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การจัดการสิ่งแวดล้อม การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การส่งเสริมความเจริญ สันติภาพและความชอบธรรม เป็นต้น โดยมีการตั้งเป้าหมายเพื่อบรรลุจุดประสงค์การดำเนินงานภายในปี 2030 โดยทุกท่านสามารถเข้าไปดูการจัดอันดับผลการดำเนินงานล่าสุดในรายประเทศของ Sustainable Development Solutions Network ได้จากลิงก์นี้ครับ SDG Index and Dashboards Report 2018 คราวนี้ เราจะกลับมาดูว่าปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (Artificial Intelligence …

Read more

จากปรากฏการณ์เทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจ สังคม และอุตสาหกรรม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลหลายสาขาอาชีพต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันเพื่อตอบโจทย์ทั้งความต้องการของลูกค้าและบริบททางสังคมอย่างรอบด้านได้มากยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่น่าสนใจและมีความชัดเจนในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ในปัจจุบันคืออาชีพนักกฎหมายที่มีการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (Artificial Intelligence – AI) เข้ามาใช้อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในหน้างานพื้นฐานให้มีความรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น เอื้อประโยชน์ในการลดปริมาณงานบางประเภทลง เพื่อให้บุคลากรด้านกฎหมายสามารถนำต้นทุนด้านเวลาและกำลังความคิดเข้ามาใช้พัฒนาตัวบทกฎหมายและยกระดับการพิจารณารูปคดีต่างๆ ที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นได้นั่นเอง ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ เริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อวงการนักกฎหมายในต่างประเทศ โดยสิ่งที่น่าสนใจคือการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ด้วยเทคโนโลยี Machine Learning เพื่อป้อนข้อมูลให้เอไอเรียนรู้จากชุดข้อมูลหรือรูปแบบ (Pattern) ที่ถูกสร้างขึ้นให้มีความสอดคล้องกับการพิจารณาทางกฎหมายในรูปคดีหรือสถานการณ์ต่างๆ อย่างความเฉพาะเจาะจง เพื่อให้เอไอสามารถอ้างอิง จับวิธีการตรวจสอบและการตอบสนองกับชุดข้อมูลนั้นๆ ไปในแนวทางเดียวกันกับนักกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างระบบการประมวลผลให้เอไอสามารถเป็นผู้ช่วยในการคัดกรองเนื้อหาและสำนวณคดีที่มีปริมาณมากในเบื้องต้นให้เหลือเฉพาะส่วนที่มีความเกี่ยวข้องทางกฎหมาย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อนักกฎหมายในการช่วยลดปริมาณข้อมูลและเอกสารที่รอการตรวจสอบที่มีจำนวนมากลงได้ แม้ว่าสำนักงานและที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายหลายแห่งในต่างประเทศได้มีการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ เข้ามาใช้เป็นขั้นตอนหนึ่งในการวิเคราะห์เอกสารและหลักฐานต่างๆ แล้ว แต่ในบางรูปคดีหรือในสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนกลับยังคงต้องใช้การตัดสินใจของมนุษย์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับความอ่อนไหวทางสังคมและการเมือง รวมถึงปัจจัยด้านศีลธรรม จรรยาบรรณและมนุษยธรรม ก็ยังคงเป็นข้อจำกัดและเกินกว่าความสามารถของเอไอในการตัดสินด้วยการประมวลผลของตัวระบบเองได้ จึงทำให้การพิจารณาจากนักกฎหมายยังคงมีความจำเป็นและน่าเชื่อถือมากกว่า นอกเหนือจากขอบเขตการพิจารณาทางด้านกฎหมายแล้ว การพัฒนาระบบประมวลผลของเอไอยังสามารถครอบคลุมไปถึงการสนับสนุนการทำงานของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ในการช่วยตรวจสอบในเบื้องต้นว่าผลงานที่ตนกำลังสร้างสรรค์อยู่นั้นเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่จะสามารถขออนุมัติการจดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา (copyrights) และการจดสิทธิบัตร (patent) ได้หรือไม่ อีกทั้งยังสามารถช่วยตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารเพื่อป้องกันการปลอมแปลงลายลักษณ์อักษรที่มีผลทางกฎหมาย อาทิ ลายเซ็น และเครื่องหมายทางการค้า …

Read more

  แวดวงธุรกิจพลังงานต่างก้าวไปข้างหน้าจนถึงการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ออกแบบภายใต้แนวคิดระบบโครงข่ายอัจฉริยะ หากเราจะพูดถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมให้ก้าวทันการปรับตัวในยุค 4.0 แน่นอนว่าเทคโนโลยีที่มาแรงมากในช่วงเวลานี้คงหนีไม่พ้น “บล็อกเชน” ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภท สำหรับหัวข้อในวันนี้จะขอพูดถึงรากฐานสำคัญในการดำเนินธุรกิจที่ได้มีการนำบล็อกเชนเข้ามาประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว นั่นก็คือการสร้างระบบการบริหารจัดการการใช้พลังงานไฟฟ้า (Energy Management System) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจนั่นเอง ปัจจุบันนี้ แวดวงธุรกิจพลังงานต่างก้าวไปข้างหน้าจนถึงการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ออกแบบภายใต้แนวคิดระบบโครงข่ายอัจฉริยะสำหรับส่งกระแสไฟฟ้าแบบครบวงจร หรือ สมาร์ทกริด (Smart Grid) โดยเริ่มต้นจากการนำข้อมูลตลอดทั้งห่วงโซ่ของระบบไฟฟ้าตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการจ่ายกระแสไฟฟ้า สู่ปลายทางขึ้นไปเก็บไว้บนบล็อกเชน ช่วยยกระดับการจัดการข้อมูลที่ควบคุมด้วยระบบสัญญาอัจฉริยะ ที่เป็นการบันทึกข้อตกลงทางธุรกิจให้สามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเอง ปราศจากการควบคุมจากคนกลาง จึงทำให้การดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนเป็นไปได้อย่างอิสระ ข้อมูลมีความปลอดภัย โปร่งใสและตรวจสอบได้ ดิจิทัลแพลตฟอร์มดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ใช้งานระบบทั้งภาคที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์ ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม สามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อตรวจสอบการผลิต-จ่ายกระแสไฟฟ้าและปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ตามจริง รวมถึงความสามารถในการรวมพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบไฟฟ้า สู่การสร้างทางเลือกในการใช้กระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากต้นกำเนิดต่างๆ ทั้งระบบสายส่งจากการไฟฟ้า (grid) และพลังงานหมุนเวียน (renewable energy) เพื่อสนับสนุนให้เกิดการบริหารต้นทุนการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ยิ่งไปกว่านั้น บล็อกเชนยังสามารถรองรับการซื้อขายพลังงานไฟฟ้า (energy trading) ที่เสนอประสบการณ์แบบไร้รอยต่อ (seamless experience) สู่การตลาดรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนบทบาทของ “Consumer” มาเป็น “Prosumer” ด้วยระบบการผลิตกระแสไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ หรือ โซลาร์เซลล์ ที่ทุกฝ่ายสามารถเป็นได้ทั้งผู้ผลิต (producer) และผู้บริโภค …

Read more

ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทสำคัญและนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในการดำเนินงานของภาครัฐและเอกชน หรือการใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน โดยในช่วงหลายปีมานี้ วงการวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีเอไอ (Artificial Intelligence) อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเสริมการทำงานของคอมพิวเตอร์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และหนึ่งในเทคโนโลยีเอไอที่น่าจับตามองมากที่สุดในเวลานี้คงหนีไม่พ้น “คอมพิวเตอร์วิชั่น (Computer Vision)” ที่ช่วยยกระดับการทำงานให้คอมพิวเตอร์สามารถมองเห็นและแยกแยะวัตถุได้เหมือนสายตามนุษย์ รวมถึงความสามารถในการดึงข้อมูลและประมวลผลจากภาพที่เห็นได้อีกด้วย ซึ่งในต่างประเทศได้มีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้อย่างเป็นรูปธรรมและได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและจีนที่นำมาใช้สร้างประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น ความมั่นคงและความปลอดภัย (Security) หากพูดถึงกระบวนการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล(identification) ด้วยการตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชนหรือพาสปอร์ต ซึ่งส่วนมากเป็นกระบวนการที่ทำโดยมนุษย์ที่บางครั้งก็อาจเกิดความผิดพลาด (error) จากความไม่แม่นยำหรือ bias ขึ้นได้ คอมพิวเตอร์วิชั่นสามารถเข้ามาช่วยเพิ่มความแม่นยำและรวดเร็วในแต่ละขั้นตอนมากยิ่งขึ้น เช่น การใช้กล้องตรวจจับใบหน้าผู้โดยสารในสนามบิน การตรวจสอบและยืนยันตัวตนเพื่อการทำธุรกรรมทางการเงิน หรือเพื่อบันทึกการเข้าทำงานของพนักงาน ตลอดจนใช้เพื่อตรวจจับวัตถุต่างๆ เช่น ป้ายทะเบียนรถ ยี่ห้อ สี หรือรุ่นของรถยนต์ เป็นต้น การสืบสวนสอบสวน (Investigation) สำหรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะในคดีอาชญากรรมที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและความแม่นยำในการวิเคราะห์สถานการณ์ คอมพิวเตอร์วิชั่นก็สามารถช่วยเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลได้ เช่น การตรวจสอบลายนิ้วมือและอาวุธที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ รวมถึงสามารถใช้เพื่อระบุตัวคนร้ายจากกล้องที่บันทึกภาพไว้ได้ในระยะเวลาที่สั้นลง ธุรกิจและอุตสาหกรรม (Business and Industry) ผู้ประกอบการสามารถนำคอมพิวเตอร์วิชั่นมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship Management ; …

Read more

หลายปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสร่วมงานกับหลากหลายองค์กรทั้งในไทยและต่างประเทศที่ตื่นตัวจะนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ แต่ปัญหาคือข้อมูลที่เก็บไว้มีไม่เพียงพอหรือไม่สามารถนำไปใช้งานตามวัตถุประสงค์ได้ ผู้ประกอบการบางคนคิดว่าการสร้างหรือปรับโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) หรือจ้างที่ปรึกษาด้านข้อมูล และ AI จะสามารถทำให้องค์กรกลายเป็น Data/AI driven organization (ผมใช้คำว่า Data/AI เพราะทั้งสองต้องเกื้อหนุนกัน หากไม่มีข้อมูลก็ทำ AI ไม่ได้) หรือองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI ได้โดยทันที ซึ่งความเป็นจริงไม่เป็นอย่างนั้น เพราะถึงแม้คุณมีข้อมูลจำนวนมาก แต่ถ้ายังขาดการวางยุทธศาสตร์ที่สนับสนุนการนำข้อมูลไปใช้ และขาดมุมมองในการบริหารงานที่เหมาะสม การจะสร้างองค์กรให้เป็น Data/AI driven organization คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจก่อนคือองค์กรของคุณมีสถานะความพร้อม (maturity) ด้านการนำข้อมูลมาใช้อยู่ที่ระดับใด ซึ่งผมขอแบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้ Data literacy organization บางหน่วยงานในองค์กรได้นำข้อมูลมาใช้ในการทำรายงานประกอบการตัดสินใจแล้ว พนักงานพอมีความสามารถในการใช้ BI (Business Intelligence) application ในการทำรายงาน แต่ยังไม่ได้มีนโยบายหรือทิศทางจากผู้บริหารในการผลักดันให้เก็บข้อมูลและนำมาใช้อย่างแพร่หลาย รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลยังกระจัดกระจายและขาดการดูแลอย่างชัดเจน Data analytics organization เป็นองค์กรที่ผู้บริหารมีการวางยุทธศาสตร์ในการนำข้อมูลมาใช้ (ผมชอบใช้คำว่า “ข้อมูล” …

Read more

เป็นที่รู้กันดีว่าข้อมูลทุกวันนี้มีจำนวนมหาศาล ทุกธุรกิจต่างมีข้อมูลอยู่ในมือ ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่ที่ทุกคนนึกถึงอยู่ตอนนี้คงนี้ไม่พ้นข้อมูลที่ถูกบันทึกในระบบของบริษัท เช่น ข้อมูลการซื้อขายสินค้า ราคา หรือ Transaction ต่างๆ แต่แท้จริงแล้วยังมีข้อมูลในรูปแบบอื่นๆอีกที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ข้อมูลในรูปแบบของตัวอักษรจากข้อความ คอมเมนต์ต่างๆบน Social Media หรือข้อมูลในรูปแบบของเสียงจากการบันทึกบทสนทนาผ่าน Call Center ซึ่งหากเรานำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ก็จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า คาดการณ์พฤติกรรมลูกค้า หรือวางแผนกลยุทธ์การขายได้ดียิ่งขึ้น แต่ก่อนที่เราจะนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ เราจำเป็นจะต้องสอนให้คอมพิวเตอร์เข้าใจถึงภาษาของเราเสียก่อน ทั้งเรื่องของตัวอักษร พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ คำศัพท์ ความหมาย รูปแบบของประโยค รวมถึงบริบทต่างๆ เพื่อให้คอมพิวเตอร์เข้าใจเงื่อนไขของภาษา จึงจะสามารถทำการแยกแยะหรือตัดคำศัพท์ที่อยู่ในประโยค (Word Segmentation) เพื่อแปลงเป็นความหมายของคำศัพท์และประโยคนั้นๆ โดยปัจจุบันวิธีที่นิยมใช้สร้างโมเดลดังกล่าวคือการใช้ Artificial Neural Networks (ANN) และ Deep Learning ซึ่งหากข้อความนั้นเป็นภาษาอังกฤษจะง่ายต่อการตัดคำ เนื่องจากเป็นภาษาที่มีการเว้นวรรคระหว่างคำและมีสัญลักษณ์คั่นระหว่างประโยคอย่างชัดเจน แต่ภาษาส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น รวมทั้งไทย จะมีรูปแบบการเขียนที่ตัวอักษรทุกตัวติดกันหมด รวมถึงการตีความหมายจากประโยคในภาษาไทยยังขึ้นกับบริบท (Context) ด้วย …

Read more

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI (Artificial Intelligence) เป็นที่พูดถึงกันอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่เราก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัล ก็ทำให้สามารถแปลงสิ่งต่างๆในโลกทางกายภาพ (Physical) มาสู่รูปแบบดิจิทัล หรือเรียกกระบวนการนี้ว่า Digitization เช่น การใช้เซ็นเซอร์จับสภาพอากาศ จับสถานะของเครื่องจักร แปลงข้อความในกระดาษมาเป็นดิจิทัล และการเก็บภาพ เสียง วิดีโอ ในรูปแบบดิจิทัล เป็นต้น ทำให้เกิดข้อมูลจำนวนมหาศาลหรือที่เรียกกันว่า Big Data ที่เป็นเสมือนเชื้อเพลิงให้ AI นำมาใช้เพื่อประมวลผลให้เกิดประโยชน์ต่อการตัดสินใจสิ่งต่างๆ แต่ทั้งนี้หากต้องการให้ AI ประมวลผลอย่างมีประสิทธิภาพ การเก็บข้อมูลก็ต้องมีความละเอียดมากพอด้วย นอกจากนี้ ยิ่ง AI ถูกพัฒนาและนำมาใช้มากขึ้นเท่าไหร่ การวางยุทธศาสตร์หรือนโยบายด้านการใช้งานยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น หลากหลายประเทศเริ่มตื่นตัวและมีนโยบายรองรับการใช้เทคโนโลยี AI แล้ว เพื่อส่งเสริมให้ AI มีทิศทางที่ช่วยสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและคนในประเทศอย่างแท้จริง ตัวอย่างประเทศที่ผมนำมาพูดถึงในครั้งนี้เป็นประเทศที่มีรายละเอียดของนโยบายหรือยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมถึงบทบาท เป้าหมาย และการมีส่วนร่วมของภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงความเสมอภาคในการเข้าถึง AI กฏระเบียบ (Regulation) และจรรยาบรรณ (Ethics) ในการใช้ AI ดังนี้ ข้อสังเกตสำหรับเป็นแนวทางการพัฒนายุทธศาสตร์และนโยบายด้าน AI …

Read more
Page 1 of 2 12