CALL US: 02 001 1893
597/5 Sukhumvit Road, Wattana, Bangkok, Thailand

Uncategorized

Home » Uncategorized

ก่อนหน้านี้ประเทศจีนได้มีการนำระบบ Artificial Intelligent (AI) มาใช้ในการตรวจจับใบหน้า (Facial Recognition) ของประชากร รวมถึงนักท่องเที่ยวและชนกลุ่มน้อยในประเทศมาแล้ว ล่าสุดได้มีนำเทคโนโลยีนี้ไปปรับใช้กับกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่เป็นเด็กนักเรียน โดยให้ทางโรงเรียนนำเทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าไปใช้เพื่อวัดความใส่ใจของเด็กขณะอยู่ในห้องเรียน กล้องตรวจจับได้ถูกติดตั้งไว้เหนือกระดานหน้าห้องเรียน ที่โรงเรียนมัธยม Hangzhou Number 11 ในประเทศจีนตอนเหนือ โดยระบบสามารถวัดอารมณ์และความรู้สึกแบ่งได้เป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ เฉยๆ มีความสุข เศร้า ผิดหวัง โกรธ กลัว และประหลาดใจ เพื่อใช้ดูว่าเด็กๆสนใจในการเรียนหรือไม่ และถ้าคำตอบคือไม่ คอมพิวเตอร์จะส่งผลการตรวจนี้ไปให้ครูผู้สอนเพื่อพัฒนาปรับปรุงการเรียนการสอนต่อไป ซึ่งขณะนี้ Face Recognition ดังกล่าวเปิดใช้เพียงกับห้องเรียนเดียวเท่านั้น แต่ก็มีแผนว่าจะนำไปใช้กับทั้งโรงเรียนในอนาคต ที่มา : Twitter People’s Daily,China‏ เด็กนักเรียนคนหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ Hangzhou.com ว่า “ตอนที่ผมเรียนในคลาสที่ไม่ค่อยชอบนัก ผมจะขี้เกียจและนอนฟุบไปบนโต๊ะเรียน หรือไม่ก็เอาหนังสือมาเปิดพลิกไปพลิกมา แต่ว่าตั้งแต่มีกล้องในห้องเรียน ผมก็ไม่กล้าทำแบบนั้นอีกเลย มันรู้สึกเหมือนมีสายตาลึกลับของใครสักคนคอยจดจ้องผมอยู่” ถึงแม้หลายคนจะมองว่าเทคโนโลยีนี้มีประโยชน์ แต่ก็ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากบางส่วนว่าวิธีการนี้ถือเป็นการริดรอนความเป็นส่วนตัวของเด็ก ขณะที่ผู้อำนวยการโรงเรียน Hangzhou Number 11 …

Read more

กระแสการมาของยุคดิจิทัลเปรียบเสมือนคลื่นลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว บางองค์กรมองเห็นวิกฤติเป็นโอกาส วางแผนเตรียมพร้อมรับมือและปรับตัวได้อย่างเหมาะสม ในขณะที่บางองค์กรถูกคลื่นซัดพังเสียหายเพราะปรับตัวไม่ทัน คำถามที่เกิดขึ้นคือ ผู้ประกอบการธุรกิจจะอยู่อย่างไรให้รอดในขณะที่การถูก “Disrupt” จากเทคโนโลยีเกิดขึ้นอยู่ทุกขณะและเกิดได้กับแทบทุกวงการธุรกิจ ไม่ว่าองค์กรขนาดเล็กหรือใหญ่ต่างก็ต้องเผชิญวิกฤติยุคดิจิทัลในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน แต่ความแตกต่างของขนาดองค์กรก็ส่งผลต่อความรวดเร็วในการปรับตัว จากผลการสำรวจพบว่าองค์กรยักษ์ใหญ่ 500 อันดับแรกของโลก มีอายุเฉลี่ยน้อยลงจาก 60 ปี เหลือเพียง 15 ปี ซึ่งสาเหตุเกิดจากการขยับตัวที่ล่าช้าเนื่องจากมีกระบวนการที่เยอะและซับซ้อน อีกทั้งองค์กรใหญ่มักขาดสิ่งที่เรียกว่า “Survival instinct” หรือสัญชาติญาณความต้องการเอาตัวรอดอย่างที่บริษัทขนาดเล็กมี เนื่องจากมีรายได้ที่ค่อนข้างคงตัว มีชื่อเสียงที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน ส่งผลให้มองไม่เห็นความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง เพราะมองว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นดีเพียงพออยู่แล้ว ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อธุรกิจในยุคดิจิทัล กล่าวได้ว่า “Change or Die” ไม่เปลี่ยนคุณก็ไม่รอด แนวทางการเอาตัวรอดสำหรับองค์กรขนาดใหญ่จึงหนีไม่พ้นต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล ซึ่งควรคำนึงถึง 4 องค์ประกอบต่อไปนี้ 1.จุดแข็งขององค์กร โดยองค์กรใหญ่ที่มีชื่อเสียงและอยู่มานานย่อมมีบางอย่างที่เป็นจุดแข็ง การต่อยอดจุดแข็งนั้นและเสริมสร้างความเป็นเอกลักษณ์(Unique) ให้แก่แบรนด์จึงยังคงเป็นสิ่งสำคัญไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย 2.วิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กร วิสัยทัศน์ที่ผู้นำยุคนี้ควรมีคือสนใจเรียนรู้และกล้าลองเสี่ยงกับสิ่งใหม่ๆ ยอมรับความผิดพลาดได้และไม่ยึดติดกับความคิดเดิมของตนเองว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอ ความเก่งอย่างเดียวไม่เป็นตัวการันตีความสำเร็จในยุคนี้ แต่ต้องเป็นคนที่เข้าใจวิธีในการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ด้วย 3.การหาพันธมิตร การปรับตัวโดยเปลี่ยนโครงสร้างขององค์กรขนาดใหญ่เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เพราะต้องใช้เงินลงทุนและรับความเสี่ยงสูง มีองค์กรใหญ่หลายแห่งทั่วโลกที่ตัดสินใจใช้วิธีนี้แล้วล้มครืนลงทันที ดังนั้นการหาพันธมิตรเข้ามาช่วยโดยหาองค์กรขนาดเล็กที่ทันสมัยและมีรูปแบบธุรกิจใกล้เคียงกัน หรือองค์กรที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีโดยเฉพาะมาช่วยส่งเสริมธุรกิจของคุณก็ถือเป็นวิธีหนึ่งในการปรับตัว 4.การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่มาปรับใช้ ก่อนจะนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมมาใช้ต้องมีความเข้าใจและรู้ว่าจะนำเทคโนโลยีอะไรมาเพื่อพัฒนาสิ่งใดในองค์กร เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมและตรงเป้าหมาย ในวันหนึ่งเมื่อเทคโนโลยีถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันมากจนเป็นเรื่องปกติ เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยทำงานแทนเราในหลายๆด้าน จนทำให้สินค้าและบริการที่สร้างโดยเครื่องจักรมีราคาต่ำลง ในขณะที่แรงงานมนุษย์จะกลายเป็นจุดขายระดับพรีเมียมที่ผู้บริโภคในยุคนั้นโหยหามากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ในอนาคตอาหารทั้งหมดจะถูกปรุงขึ้นโดยเชฟที่เป็นหุ่นยนต์ แต่หากลูกค้าต้องการลิ้มรสอาหารจากเชฟระดับโลกที่เป็นมนุษย์ ก็ให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่อาจมีราคาสูงกว่า เมื่อถึงเวลานั้นการปรับตัวขององค์กรไม่ว่าเล็กหรือใหญ่คงต้องเกิดขึ้นอีกครั้ง …

Read more

บทความโดย ธัชกรณ์ วชิรมน CEO Sertis   การเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อธุรกิจอย่างมาก ถ้าหากเราต้องการก้าวทันความเปลี่ยนแปลงก็ต้องนำเอาประโยชน์ของสิ่งเหล่านี้มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตนเองให้ได้อย่างเหมาะสม จากประสบการณ์การทำงานด้านที่ปรึกษาทางธุรกิจและนวัตกรรม ทำให้ผมสามารถแบ่งประเภทของโปรเจคที่นำข้อมูลและเทคโนโลยีเอไอมาสร้างประโยชน์ต่อธุรกิจได้เป็น 5 ประเภท ดังนี้ 1. Structured Data เป็นการนำข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ในระบบหรือคลังข้อมูลมาใช้วิเคราะห์เชิงลึกเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการสั่งซื้อและการจัดเก็บสินค้า คาดการณ์พฤติกรรมการใช้บริการของลูกค้า (การใช้บริการ / การยกเลิก / การชำระเงิน) และการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการตลาด โดยข้อมูลที่นำมาใช้เป็นข้อมูลที่ถูกบันทึกในรูปแบบระบบจัดการรายงาน (Management reports) หรือแสดงผลใน BI tool (Business Intelligence Tool) อยู่แล้ว ได้แก่ ข้อมูลรายการเปลี่ยนแปลง (Transactions data) ข้อมูลสินค้าคงคลัง (Inventory data) ข้อมูลการสั่งซื้อ (Ordering data) ข้อมูลสมาชิกที่ภักดีต่อแบรนด์ (Loyalty membership) เป็นต้น 2. Unstructured Data คือการนำข้อมูลที่ไม่ได้ถูกเก็บอย่างเป็นระบบ แต่มีประโยชน์ต่อบริษัทมาใช้ …

Read more

บทความโดย ธัชกรณ์ วชิรมน CEO Sertis   ทุกวันนี้หลายๆองค์กรเริ่มเล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีเอไอมาใช้เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร แต่อาจยังมีความไม่แน่ใจว่าควรจะเริ่มต้นที่ตรงไหนและอย่างไร ผมจึงขอนำเสนอ 3 กลยุทธ์ในการเริ่มต้นนำเอไอมาใช้เพื่อพัฒนาธุรกิจของตนเอง ดังนี้ 1. ก่อตั้งทีมพัฒนาเอไอ โดยเริ่มจากพนักงานในบริษัทของคุณเอง รวบรวมคนที่สามารถใช้ระบบเอไอได้ ซึ่งคนในทีมควรมีความเข้าใจด้านเทคโนโลยี และแน่นอน ความเข้าใจต่อธุรกิจของตัวเองด้วย คนเหล่านี้อาจไม่จำเป็นต้องเก่งกาจในเชิงเทคนิคเสียทีเดียว แต่จะต้องสามารถนำเอาเทคโนโลยีใหม่ที่ต้องมีการพัฒนาต่อนี้ ไปนำเสนอหัวหน้าหรือผู้บริหารให้เข้าใจถึงประโยชน์ของมันได้ 2.วิเคราะห์หางานในองค์กรหรือแผนกต่างๆ ที่สามารถเปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติหรือควรนำเอไอเข้าไปใช้ โดยเฉพาะงานที่ต้องการการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างแม่นยำ เช่น งานประเมินราคา การคาดการณ์ยอดขาย หรืองานบริหารจัดการสินค้า จากนั้นให้คนในองค์กรมาร่วมกันระดมความคิด (brainstorming) หรือขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญภายนอกเพื่อช่วยหาแนวทางหรือไอเดียใหม่ๆที่จะนำเอไอเข้ามาปรับใช้ ในขั้นตอนนี้ทุกคนสามารถนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้ได้อย่างเต็มที่ เพราะเอไอเป็นสิ่งที่สามารถนำมาปรับแต่งได้อย่างหลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น เราอยากที่จะศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าที่เข้ามาในร้านและสินค้าที่ขายดี เราอาจเลือกใช้เอไอในการสร้างระบบจดจำใบหน้า เพื่อตรวจสอบว่าลูกค้าคนใดมาเข้าร้านของเราบ่อย และสินค้าที่ซื้อตัวล่าสุดคืออะไร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้คาดการณ์ยอดขาย กำหนดจำนวนสินค้าคงคลังภายในร้าน รวมถึงนำมาคิดโปรโมชั่นที่ส่งเสริมการขายได้แม่นยำยิ่งขึ้น 3. เริ่มต้นพัฒนาจากสิ่งที่ไม่ยากจนเกินไปและสามารถวัดค่าตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้ เพราะการแสดงให้ทุกคนมองเห็นถึงประโยชน์และความสำเร็จจากการใช้เอไอ เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจภายในองค์กร เราจึงควรเริ่มต้นพัฒนาจากสิ่งที่วัดผลได้และไม่ใช้เวลานานจนเกินไป ยกตัวอย่างเช่น การนำเอไอมาช่วยจัดการสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยลดการทำงานและลดข้อผิดพลาดจากการสั่งสินค้าที่มากจนเกินไปหรือสินค้าขาดสต๊อก อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การนำเอไอที่ช่วยในการจดจำใบหน้าลูกค้ามาใช้ในร้านค้าสาขาต่างๆ โดยเอไอจะช่วยแจ้งเตือนให้ผู้จัดการและทีมงานทราบทันทีในกรณีที่มีลูกค้า …

Read more